ต่อมา พล.อ.ประวิตร รับฟังบรรยายสรุปภาพรวมสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคใต้ แผนงานด้านทรัพยากรน้ำและสถานการณ์ปาล์มน้ำมันในประเทศ โดย พล.อ.ประวิตร ย้ำสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) จังหวัดและทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมชลประทาน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เตรียมการรับฤดูฝนภาคใต้ที่กำลังมาถึง โดยเน้น 13 มาตรการรับมือฤดูฝน และให้ความสำคัญสำรวจพื้นที่เสี่ยงและความพร้อมของสถานีสูบน้ำ สิ่งกีดขวางทางน้ำ โดยให้บริหารจัดการน้ำผ่านคณะกรรมการลุ่มน้ำและคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด
พร้อมทั้งขอให้นำบทเรียน การป้องกันและแก้ปัญหา พื้นที่เสี่ยงปีที่ผ่านมา มาบริหารจัดการลดความเสี่ยงและผลความเสียหายจากอุทกภัย และต้องให้ความสำคัญแจ้งเตือนและนำประชาชนออกจากพื้นที่ให้ทันเหตุการณ์ หากเกิดน้ำป่าไหลหลากดินโคลนถล่ม เพื่อความปลอดภัยของประชาชน พร้อมกันนี้ขอให้ สทนช.เตรียมความพร้อมจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้าในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีหากจำเป็น
ยังได้ย้ำนโยบายรัฐบาลกับการบริหารจัดการปาล์มน้ำมัน ผ่านคณะกรรมการปาล์มน้ำมันแห่งชาติ ที่มุ่งแก้ปัญหาปาล์มล้นตลาดและราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำมาตลอด โดยออกมาตรการผลักดันการส่งออกและนำน้ำมันปาล์มส่วนเกินมาผลิตพลังงาน รวมทั้งติดมิเตอร์วัดน้ำมันปาล์มดิบ ส่งผลราคาปาล์มน้ำมันดีขึ้นต่อเนื่อง รวมทั้งเตรียมออกมาตรการระยะยาว แปรรูป เพิ่มมูลค่าให้ปาล์มน้ำมันเป็นพืชเศรษฐกิจที่ยั่งยืน สำหรับ การบูรณาการพัฒนาปาล์มน้ำของ สุราษฎร์ธานี ขอให้มุ่งเป้า Oil Palm City ที่ส่งเสริมการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนและดูให้มีการซื้อขายปาล์มน้ำมันที่เป็นธรรม เพื่อดูแลเกษตรกรอย่างทั่วถึงในพื้นที่ พร้อมขอขอบคุณ เกษตรกรปาล์มน้ำมันและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ร่วมขับเคลื่อนมาตรการปาล์น้ำมันอย่างได้ผล
"การลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีในวันนี้ เพื่อต้องการมาเยี่ยมพี่น้องชาวสวนปาล์ม มารับฟังปัญหาด้วยตัวเองในฐานะประธานกรรมการ กนป. ที่ผ่านมารัฐบาลมีผลงานอย่างต่อเนื่อง มีนโยบายและมาตรการต่างๆ ให้หน่วยงานดำเนินการจนสำเร็จเป็นรูปธรรม เช่น การนำน้ำมันปาล์มดิบในสต๊อกส่วนเกิน ราวๆ 3.6 แสนตัน ไปผลิตไฟฟ้า การเพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซล ให้บี10 เป็นน้ำมันดีเซลฐาน ในปี 2562 โดยใช้เงินกองทุนอุดหนุน แม้ว่าจากสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครนส่งผลให้น้ำมันมีราคาแพง จึงทำให้ต้องลดสัดส่วนเป็นบี 5 ชั่วคราว"
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคมจนถึงสิ้นเดือนธันวาคมนี้ ได้เพิ่มเป็นบี7 และขยายเวลาให้ใช้เงินกองทุนอุดหนุนต่อไปอีก 2 ปี และได้ผลักดันการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบให้ได้ 2 ล้านตันในช่วง 4 ปีนี้ พร้อมให้ดำเนินการติดมิเตอร์วัดน้ำมันปาล์มดิบให้แล้วเสร็จโดยเร็ว จากสถิติข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เห็นว่า เดิมในปี 2562 ราคาปาล์มทะลายเฉลี่ยกิโลกรัมละ 3 บาทกว่า ปี 2564 เฉลี่ย กิโลกรัมละ 6 บาทกว่า และ 9 เดือนที่ผ่านมา ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 8.50 บาท ซึ่งคาดว่า ทั้งปี 2565 นี้ ราคาปาล์มทะลายเฉลี่ยจะอยู่ราวๆ 7.50-8.00 บาท และเมื่อประมาณการตัวเลขทางเศรษฐกิจแล้วพบว่า ภาคใต้ ที่มีการปลูกปาล์ม จะมีเศรษฐกิจดีและเงินสะพัดอย่างต่อเนื่อง เมื่อปี 2562 มูลค่าทางเศรษฐกิจ เพียง 5 หมื่นล้านบาท ปี 2564 ขยับขึ้นเป็นหลักแสนล้านบาท คาดว่าปีนี้เงินจะสะพัดถึง 1.5 แสนล้านบาท
ทั้งนี้สำหรับภารกิจของพล.อ.ประวิตร ในช่วงเช้า ได้เดินทางไปที่ห้องประชุมเมืองคนดี ศาลากลางจังหวัด รับฟังการบรรยายสรุปภาพรวมการดำเนินงานของจังหวัด และสถานการณ์น้ำและแผนงานด้านทรัพยากรน้ำ จากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และแผนการดำเนินงานโครงการแก้มลิงสระบัว (อ่างเก็บน้ำทุ่งกระจูด) ของกรมชลประทาน ติดตามแผนการดำเนินงานโครงการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนเมืองสุราษฎร์ธานี และการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ ของกรมโยธาธิการและผังเมือง รวมทั้งรับฟังรายงานสถานการณ์ปาล์มน้ำมันในประเทศ โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร พร้อมมอบนโยบายในการทำงาน และเยี่ยมชมนิทรรศการ การบริหารจัดการปาล์มน้ำมัน และพบปะประชาชน และเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน
สำหรับในช่วงบ่าย จะลงพื้นที่ติดตามโครงการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนเมืองสุราษฎร์ธานี และติดตามโครงการแก้มลิงสระบัว (อ่างเก็บน้ำทุ่งกระจุด) ตำบลท่าสะท้อน อำเภอพุนพิน สำหรับโครงการแก้มลิงสระบัว เป็นการขุดลอกพื้นที่สาธารณประโยชน์ เนื้อที่ 750 ไร่ สามารถกักเก็บน้ำได้ประมาณ 7ล้านลูกบาศก์เมตร โดยเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2561 ขณะนี้การก่อสร้างคืบหน้ากว่า 86 เปอร์เซ็นต์ จะช่วยแก้ไขปัญหาอุทกภัยในฤดูฝน และแก้ไขปัญหาภัยแล้ง เก็บน้ำเพื่อการเกษตรในพื้นที่ตำบลท่าสะท้อน อำเภอพุนพิน และตำบลท่าเรือ อำเภอบ้านนาเดิม มีราษฎรได้รับผลประโยชน์ 600 ครัวเรือน พื้นที่เกษตรประมาณ 1,000 ไร่
สุวรรณี บัณฑิศักดิ์ รายงานจาก จ.สุราษฎร์ธานี