ดังนั้นจึงสนับสนุนการทำแก้มลิงใต้ดินเพื่อกักเก็บน้ำรอระบายไว้ใต้ดิน และการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการน้ำเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งวิธีบริหารจัดการน้ำเหล่านี้ทำสำเร็จแล้วในต่างประเทศทั้งญี่ปุ่นและเนเธอร์แลนด์
อีกทั้งนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญก็ยืนยันในแบบเดียวกัน และยังต้องบูรณาการประสานงานร่วมกันกับพื้นที่ปริมณฑลด้วย พร้อมเตือนกรุงเทพฯ ไม่ได้เจอแค่น้ำฝน ยังมีน้ำเหนือกับน้ำทะเลหนุน โดยเฉพาะน้ำทะเลหนุนที่ต้องรีบหาทางป้องกัน ซึ่งต้องใช้เวลาเตรียมการ หากไม่รีบเริ่มดำเนินการจะไม่สามารถป้องกันได้อย่างทันท่วงที
พร้อมกับได้ยืนยันว่า การแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นเรื่องซับซ้อนและเป็นเรื่องเชิงเทคนิค ต้องมีแผนทั้งระยะสั้น-กลาง-ยาว ซึ่งในระยะสั้นเร่งด่วนจะต้องเปลี่ยนเครื่องสูบน้ำดีเซลเป็นเครื่องสูบน้ำไฟฟ้าอัตโนมัติ ระยะกลางต้องสร้างบ่อพักน้ำใต้ดิน เพื่อนำน้ำฝนไปพักไว้ใต้ดิน ลดปริมาณน้ำรอระบายบนท้องถนน และระยะยาวต้องทำโครงการป้องกันน้ำทะเลหนุน
เพราะหากกรุงเทพฯ ยังไม่คิดเรื่องการป้องกันน้ำทะเลหนุนจากปากแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่วันนี้ อีก 10 ปีวันนั้นมันสายเกินไป และที่สำคัญต้องอาศัยความรู้ทางด้านวิศวกรรมโดยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยแก้ปัญหาและดูโมเดลของต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วม
ด้าน รศ.ดร.สกุล ห่อวโนทยาน กรรมการสภาวิศวกร มองว่าปัญหาน้ำท่วมในประเทศไทย เมื่อปี 2554 นั้นเกิดจากปัญหาน้ำเหนือไหลบ่า ขณะที่ปัจจุบันสาเหตุที่น้ำท่วมเป็นเพราะมีปริมาณน้ำฝนที่ตกหนัก และมีปริมาณมาก นอกจากนี้กรุงเทพฯ และบริเวณภาคกลางตอนล่าง ยังต้องผจญวิกฤติน้ำทะเลหนุนทุกปีอีกด้วย ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเริ่มคิดและลงมือแก้ปัญหาดังกล่าวทันที และปัญหาน้ำท่วมนั้นไม่สามารถใช้ยาเม็ดเดียวรักษาทุกโรค ที่สำคัญที่อยากเน้นคือเรื่องน้ำท่วมไม่ใช่มาจากปริมาณน้ำฝนแต่เพียงอย่างเดียว ยังมีเรื่องของน้ำเหนือและน้ำหนุนซึ่งต้องมีวิธีแก้ปัญหาที่แตกต่างกัน
ขณะที่ ดร.พลพัฒน์ นิลอุบล อาจารย์ภาควิชาเทคโนโลยีสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี กล่าวว่า กรุงเทพฯ นั้น นอกเหนือจากการคิดเรื่องการมุ่งไปสู่มหานครสีเขียวแล้ว ควรมีแนวคิดให้คนกรุงเทพฯ อยู่ร่วมกันกับน้ำด้วย เพราะในอดีต กรุงเทพฯ เองก็ผูกพันกับสายน้ำมาอย่างยาวนาน และขณะที่ในต่างประเทศกำลังคิดเรื่อง Re-Design แต่ประเทศไทยนั้นได้เริ่ม Design การบริหารจัดการน้ำกันแล้วหรือไม่อย่างไร
นอกจากนี้ยังมองไปถึงเรื่องกฎหมาย และระเบียบของ กทม. ที่มีลักษณะเป็นข้อเสนอ หรือทางเลือกให้กับเอกชน มากกว่าที่จะออกเป็นข้อกำหนด หรือเป็นข้อบังคับ เช่น การอนุญาตก่อสร้างอาคารสูงที่เมื่อสร้างที่เก็บน้ำใต้ดินแล้ว จะอนุญาตให้สร้างอาคารสูงขึ้นได้ เป็นต้น และภาครัฐจำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลเพื่อให้ทุกคนเห็นภาพรวม และเห็นแผนงาน วิสัยทัศน์ของผู้บริหารด้วย
สำหรับ"นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย รองโฆษกพรรค กล่าวว่า ท้ายที่สุดแล้วปัญหาน้ำท่วมไม่ใช่เป็นปัญหาของคนใดคนหนึ่ง ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คนกรุงเทพฯ ทุกคนต้องมีส่วนร่วม พร้อมกับเชิญชวนให้ติดตาม ซีรีส์เสวนา…ถอดบทเรียนปัญหาคนกรุงฯ ที่จัดโดยพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งจะนำเสนอประเด็นปัญหาที่อยู่ในความสนใจของสาธารณะหรือประเด็นที่ยังต้องได้รับการแก้ไข พร้อมกับเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ร่วมกันคิดและหาทางออกไปด้วยกัน
"พรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคที่มีบุคลากรที่เชี่ยวชาญในแต่ละด้านเป็นจำนวนมาก สามารถให้มุมมองในเรื่องต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี และเห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน จึงได้จัดให้มีกิจกรรมนี้ขึ้น มั่นใจได้ว่าเนื้อหาที่เกิดขึ้นจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการนำไปเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบนโยบายที่ตรงกับความต้องการของคนกรุงเทพฯ" นางดรุณวรรณ กล่าว