นอกจากนั้นนายธนาธร ยังเคยถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากความเป็น ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญ ม.106(6) ประกอบมาตรา 98(3) และสั่งให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 ม.92 วรรคหนึ่ง (3) และวรรคสอง ประกอบ ม.72 มาแล้วด้วย
ดังนั้น การที่นายณัฐชา ในฐานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล (ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรวบรวมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่พรรคอนาคตใหม่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคมารวมอยู่ที่ พรรคก้าวไกล) และในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญให้นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งตกเป็นจำเลยในคดีอาญา ม.112 มาบรรยาย อันมีลักษณะการโน้มน้าวให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาร่วมยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา ม.112 อาจถือได้ว่า เป็นการส่อเจตนาที่จะกระทําการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ต้องห้ามตาม ม.92(1) ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 และอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามมาตรฐานที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดกว่า 9 ข้อด้วยกัน
ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงนำความพร้อมพยานหลักฐานมายื่นเรื่องร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.ใช้อำนาจตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ 2560 ม.234(1) ประกอบ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561 ม.28(1) เพื่อให้ดำเนินการไต่สวน สอบสวนและเอาผิดตามครรลองของกฎหมาย อันเป็นการสอดคล้องกับการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ซึ่งมีความสำคัญในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และควบคุมการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ นั่นเอง