svasdssvasds
logo-pwa

เพิ่ม nation online

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด
เนชั่นทีวี

การเมือง

ธปท.ยัน 'บาทอ่อน' ไม่เกี่ยวกับเงินทุนไหลออก

04 ตุลาคม 2565

ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยชี้ เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่อง แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัว คาดการณ์ GDP ไทยปี 65 โต 3.3% จากการบริโภคภาคเอกชนและภาคท่องเที่ยว

ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ The Shape of Growth in The Future นโยบายด้านการเงินกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ความยั่งยืน ภายในงานสัมมนา "Thailand Economic Outlook 2023" ระบุว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่อง และทั่วถึงมากขึ้น คาดการณ์ว่า GDP ปี 65 จะเติบโตได้ 3.3% และปี 66 โต 3.8% โดยมีแรงส่งหลักจากการบริโภคภาคเอกชนและภาคท่องเที่ยว คาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวปี 2565 อยู่ที่ 9.5 ล้านคน และเพิ่มเป็น 21 ล้านคนในปี 2566 รายได้แรงงานปรับดีขึ้น รายได้เกษตรกร รายได้นอกภาคเกษตรเติบโตต่อเนื่อง คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะกลับสู่ระดับก่อนเกิดวิกฤติโควิดในปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า

ทั้งนี้ แม้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังสูงแต่จะกลับเข้าสู่เป้าหมาย 1-3% ใน 2566 เงินเฟ้อจากอุปทานจะทยอยคลี่คลาย แม้เงินเฟ้อจากอุปสงค์ยังจำกัด จากเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงแรกของการฟื้นตัว ซึ่งยังต้องติดตามเงินเฟ้อฟื้นฐาน การส่งผ่านต้นทุนของธุรกิจที่อาจเพิ่มขึ้น และผลของบาทอ่อนต่อเงินเฟ้อ

 

ทั้งนี้ ยืนยันว่าปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. ไม่ช้าและน้อยเกินไป เนื่องจากเศรษฐกิจไทยฟื้นช้าเทียบต่างประเทศ เงินเฟ้อสูงจากปัจจัยอุปทานเป็นหลัก แรงกดดันด้านอุปสงค์จำกัด เศรษฐกิจเพิ่งฟื้นตัว และยังมีกลุ่มเปราะบาง ซึ่งต้องดูแลด้วยมาตรการเฉพาะจุด

 

ส่วนต่างดอกเบี้ยไทยกับสหรัฐฯ ที่กว้างขึ้น ไม่ทำให้เงินทุนไหลออกจนเงินบาทอ่อนค่า เพราะยังมีปัจจัยอื่นที่มีผลต่อเงินทุน เช่น การฟื้นตัว เสถียรภาพเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ตั้งแต่ต้นปี ไทยยังมีเงินทุนไหลเข้าสุทธิ 3,500 ล้านดอลลาร์ เงินบาทอ่อนค่าจากเงินดอลลาร์แข็งค่าเป็นหลัก สอดคล้องกับสกุลภูมิภาค เงินทุนสำรองฯ ที่ลดลงส่วนใหญ่จากการตีมูลค่าสินทรัพย์กลับเป็นดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม เงินบาทที่อ่อนไม่ได้เป็นเพราะมีเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลออกอย่างมีนัยสำคัญ เสถียรภาพของไทยยังแข็งแกร่งมีเงินทุนสำรองฯ สูงเป็นอันดับที่ 12 GDP โตอันดับ 6 ของโลก โดยคาดการณ์ว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะกลับมาเกินดุลในปีหน้า

 

 

ด้านประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย และกรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ร่วมเสวนาในหัวข้อ เศรษฐกิจไทย.. ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจโลก ระบุว่า ปีหน้าจะเป็นปีที่ท้าทายของตลาดทุน การลงทุนที่ถูกกระทบ เป็นมรสุมทางการเงินที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง สิ่งที่น่ากังวลในปีหน้าวิกฤติจะเข้าสู่ภาคเศรษฐกิจจริง การส่งออก การผลิต การจ้างงาน จะเข้าสู่ภาวะถดถอยจากกวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลก จากข้อมูลของแบงก์ชาติจะเห็นว่าตัวเลขการส่งออกลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม

 

 

ด้านนักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก ประจำประเทศไทย ดร.เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา ระบุ ภาวะเศรษฐกิจไทยไม่เหมือนเศรษฐกิจอาเซียน เนื่องจากไทยฟื้นตัวได้ช้าที่สุดปัจจัยหลักมาจากภาคการท่องเที่ยว รวมถึงการส่งออกที่เริ่มแผ่วลงอย่างชัดเจน จากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลง ทั้งนี้ มองว่าเศรษฐกิจโลกจะไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยเพราะเครื่องมือทางการคลังของสหรัฐยังเพียงพอที่จะรับมือ แต่กรณีที่จะเกิดขึ้นคือรับมือกับเงินเฟ้อไม่ไหว จนเกิดการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแบบกระชาก ส่งผลให้เกิดการหดตัวของเศรษฐกิจ 1-2 ไตรมาส

 

 

ทั้งนี้ ธนาคารโลกได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ของไทยในปีนี้จากเดิมที่ขยายตัว 2.9% เป็นขยายตัว 3.1% และคาดการณ์ว่า GDP ของไทยจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 4.1% ในปี 2566 โดยเป็นผลมาจากผลผลิตภาคการเกษตรที่เพิ่มขึ้น รวมไปถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่มุ่งเป้าสนับสนุนภาคธุรกิจ รวมไปถึงการท่องเที่ยวที่เริ่มฟื้นตัว