svasdssvasds
เนชั่นทีวี

การเมือง

การเมืองไทยเข้ายุคเปลี่ยนผ่านจาก 3ป. สู่ 3ส.

08 กันยายน 2565
583

สถานการณ์การเมืองและบ้านเมืองช่วงนี้ ต้องบอกว่าเป็นอยู่ในภาวะ "ผู้นำเป๋-รัฐบาลเซ" จากปมนายกฯ 8 ปี แถมยังเข้าโค้งสุดท้ายของปลายรัฐบาล จึงมีกระแสความเบื่อหน่ายเกิดขึ้น 

สังคมเลยอยากลองของใหม่ แต่ด้วยกติกาเลือกตั้งที่พลิกผัน กลายเป็น “บัตร 2 ใบ หาร 100” (ณ ขณะนี้) ทำให้บรรดาพรรคใหม่ๆ ที่ขายนโยบายฟื้นเศรษฐกิจ ก้าวข้ามความขัดแย้งแบ่งขั้ว อยู่ในอาการ "กระอัก" อยู่เหมือนกัน 

 

ทุกพรรคต้องเร่งตัดจบปัญหาภายใน เพื่อเตรียมสู้ศึกเลือกตั้งใหญ่ เนื่องจากการเมืองไม่มีความแน่นอน โดยสวนดุสิตโพล เผยผลสำรวจความคิดเห็นของคนไทยทั่วประเทศ 1,128 ตัวอย่าง กว่าครึ่ง หรือ 53.92% เชื่อว่าจะมีการยุบสภาเกิดขึ้น หาก "บิ๊กตู่" ไม่รอดปม 8 ปี 

 

พรรคที่ไหวตัวเร็วที่สุด หนีไม่พ้น "พรรคกล้า" ของ "กรณ์ จาติกวณิช" ทำพรรคอยู่ดีๆ จู่ๆ หัวหน้าพรรคก็ไปเปิดตัวร่วมกับ "สุวัจน์ ลิปตพัลลภ" ประธานพรรคชาติพัฒนา ซะอย่างงั้น แถมไปสมัครเข้าพรรคชาติพัฒนา แถมมีข่าวจะขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคชาติพัฒนาคนใหม่ด้วย 

 

งานนี้ชัดเจนว่าเป็นการเลี่ยงข้อกฎหมาย "ห้ามควบรวมพรรค" ของพรรคที่มี ส.ส. ในช่วงอายุของสภา แต่ใช้วิธีลาออกจากพรรคที่ตัวเองเป็นหัวหน้า มาสมัครเข้าอีกพรรคหนึ่ง แบบนี้ลูกพรรคที่เหลือคงต้องรู้ตัวแล้วว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป 

 

วงในเล่าว่า ก่อนหน้านี้ไม่นาน กรณ์ได้เรียกประชุมผู้สนับสนุน และเครือข่ายหัวคะแนนในเขตยานนาวาที่ตัวเองเคยเป็น ส.ส. ทำนองว่าจะกลับมาลงสมัคร ส.ส.เขตอีกครั้ง แต่หลังจากนี้ต้องลุ้นกันอีกทีว่าจะยังลงเขตอีกหรือไม่ หากได้นั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคชาติพัฒนาจริงๆ เพราะปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 ก็น่าจะปลอดภัยสำหรับอดีตหัวหน้าพรรคกล้า

เมื่อ"พรรคกล้า"แสดงความกล้าทางการเมืองด้วยการ "ไม่ไปต่อ" เรียบร้อยแล้ว สปอร์ตไลท์จึงฉายจับไปที่ 2 พรรคใหม่ ซึ่งมีจุดขายทางเศรษฐกิจ ก้าวข้ามความขัดแย้ง คล้ายๆ พรรคกล้า ก็คือ พรรคสร้างอนาคตไทย และ พรรคไทยสร้างไทย 

 

วันนี้ พรรคสร้างอนาคตไทยมีประชุมกรรมการบริหารพรรค

 

-มีมติเชิญ "สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" อดีตรองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ ของทั้งรัฐบาลทักษิณ และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานพรรค

 

-ข่าวว่าจะเปิดตัวสมคิด เป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคอย่างเป็นทางการ ต้องรอดูว่าจะ "สว่าง" หรือ "สงัด" เพราะตรงกับวันประชุมศาลรัฐธรรมนูญนัดพิเศษพอดี 

 

-"อุตตม สาวนายน" หัวหน้าพรรค บอกว่านี่ Big Surprise และภารกิจแรกของประธานพรรค คือ ไปภูเก็ต พบปะภาคธุรกิจฝั่งอันดามัน (พื้นที่นี้กลายเป็นพื้นที่ทองคำ ช่วงชิงกันทั้ง ภูมิใจไทย - ประกาศแลนด์สไลด์ 6 จังหวัดอันดามัน / พลังประชารัฐ - บิ๊กป้อมเพิ่งลงไป / ประชาธิปัตย์ - จังหวัดบ้านเกิดหัวหน้าพรรค คือพังงา)

 

-"สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์" เลขาธิการพรรค บอกว่า มีแผนลงพื้นที่อีสาน และคาดว่าการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น จะพลิกล็อกมโหฬาร เพราะคนท้อแท้ สิ้นหวังกับการเมืองเก่า จึงเทใจให้โอกาสพรรคใหม่ "ไร้แผล-ไร้ข้อครหา" แถมยังประกาศว่า ปรากฏการณ์ "ล้มยักษ์" เกิดขึ้นได้เสมอ 

 

-"สุรนันทน์ เวชชาชีวะ" รองหัวหน้าพรรค ดูแลพื้นที่ กทม. ประกาศเป้าหมายกวาด 33 ที่นั่ง ซึ่งแปลว่ากวาดหมด ไม่แบ่งพรรคอื่นเลย

 

-"นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ" รองหัวหน้าพรรค ดูแลพื้นที่ภาคใต้ ตั้งเป้าไม่ต่ำกว่า 20 ที่นั่ง (จาก 58 ที่นั่ง) เพราะถ้าต่ำ 20 ต้องไม่ใช่นิพิฏฐ์ดูแล 

อีกพรรคคือ ไทยสร้างไทย จะประชุมใหญ่และเปิดแถลงข่าวในวันที่ 9 เดือน 9 คือวันพฤหัสบดีนี้ 

 

ความเคลื่อนไหวสำคัญ คือ "คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์" จะขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคเอง

 

เลขาธิการพรรค คือ น.ต.ศิธา ทิวารี หรือ ผู้พันปุ่น อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ที่ได้คะแนนหลักแสนอยู่เหมือนกัน

 

พรรคไทยสร้างไทย เป็นอีก 1 พรรคที่ถือว่าเป็นหนามยอกอกของเพื่อไทย และ คนแดนไกล เพราะเป็นพรรคที่มี ดีเอ็นเอคล้ายๆ กัน และเบียดแย่งคะแนนจากฐานเสียงเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด

 

พื้นที่อันตรายที่ไทยสร้างไทยพร้อมเบียดเพื่อไทย คือ อีสาน เพราะคะแนนนิยมคุณหญิงสุดารัตน์สูงมาก ติดอันดับเป็นผู้นำที่คนอีสาน นิยมมากที่สุดจากการสำรวจของ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หรือ อีสานโพล นำหน้าทั้ง "พิธา ลิ้มเจริญรัตน์" จากก้าวไกล และ "อุ๊งอิ๊งค์ แพทองธาร ชินวัตร" จากเพื่อไทย 

 

อีกพื้นที่หนึ่ง คือ กทม. ดูได้จากการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. พร้อม ส.ก. เมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา หากส่องคะแนนรายเขต แม้ไทยสร้างไทยจะเอาชนะมาได้แค่ 2 เขต จาก 50 เขตของ ส.ก. แต่ถ้าเอาคะแนนของผู้สมัครไทยสร้างไทย ไปรวมกับเพื่อไทย จะทำให้เพื่อไทยกวาดถึง 35 เขต จาก 50 เขต ทิ้งขาดพรรคก้าวไกล กับประชาธิปัตย์แบบไม่เห็นฝุ่น 

 

นี่คือผลกระทบที่เกิดกับเพื่อไทย และ "คนแดนไกล" กับ "ทีมยุทธศาสตร์ของพรรค" ก็กังวลประเด็นนี้ ทำให้เปิดสัญญาณไฟเขียวบดขยี้พรรคไทยสร้างไทย โดยเฉพาะในอีสาน ที่คุณหญิงสุดารัตน์ ลงพื้นที่ถี่มาก ครองใจชาวบ้านถึงขนาดมีภาพคนมาบริจาคเงินให้ 5 บาท (เนื่องจากเศรษฐกิจไม่ดี แทบไม่มีเงิน แต่ก็ยังหามาบริจาค) แล้วชาวบ้านก็ร้องไห้ เพราะอยากให้พรรคไทยสร้างไทยได้เข้ามาบริหารประเทศ 

 

ข่าวว่าพรรคเพื่อไทยต้องหาทางสกัดไทยสร้างไทยทุกวิถีทาง ล่าสุดเมื่อรู้ว่าพรรคจะเปิดตัวคุณหญิงสุดารัตน์ วันที่ 9 เดือน 9 เพื่อไทยก็ขยับกำหนดการกิจกรรมที่เชียงใหม่ จาก 10-11 เป็น 9-11 ก.ย. เพื่อให้ชนกับงานของไทยสร้างไทย ดึงกระแสและสปอร์ตไลท์ไม่ให้ฉายจับคุณหญิงมากเกินไป 

 

พรรคไทยสร้างไทยยังมีผู้สมัครหน้าตาแปลกๆ แต่น่าสนใจจากแวดวงต่างๆ มากมาย เช่น เชฟ บุญธรรม ภาคโพธิ์ เชฟกระทะเหล็กอาหารญี่ปุ่นของประเทศไทย / เตรียมสวมเสื้อไทยสร้างไทยลงสมัครที่อุบลฯ เขต 6 บ้านเกิด 

 

พรรคไทยสร้างไทยยังเตรียมเปิดแคมเปญ "ส้มตำสร้างไทย" สร้างงานสร้างอาชีพ และดันไทยสู่ครัวโลกด้วย 


 

นี่คือ 2 พรรคใหม่ที่ถูกจับตาว่าจะเดินหน้าต่อ หรือหันไปควบรวมกัน (ถ้าเป็น 2 พรรคนี้ควบรวมได้ เพราะไม่ใช่ พรรคที่มี ส.ส.เป็นสมาชิก) 

 

สาเหตุที่ต้องควบรวม ไม่ใช่แค่เรื่องกติกาเลือกตั้งบัตร 2 ใบ หาร 100 ที่ทำให้พรรคใหม่ๆ ต้องแย่งชิง บ้านใหญ่ เพื่อจองเก้าอี้ ส.ส.เขตเท่านั้น แต่ยังต้องการสร้างความเข้มแข็งของ "ขั้วการเมืองใหม่" ที่เรียกว่า "ขั้วที่ 3" เพื่อให้ได้ ส.ส.เป็นกอบเป็นกำ และกำหนดทิศทางการเมืองได้ระดับหนึ่ง หรืออย่างน้อยก็ต้องเป็นตัวแปรทางการเมืองได้ 

 

"ขั้วที่ 3" ที่ว่ามี คือ สร้างอนาคตไทย รวมกับ ไทยสร้างไทย ซึ่งแว่วมาว่าที่ผ่านมาก็คุยกันจริง โดยเฉพาะจาก "2 ส." คือ สมคิด กับ สุดารัตน์ แต่ยังไม่ลงตัว จึงอาจต้องต่างคนต่างเดิน แล้วมาจับมือกันหลังเลือกตั้ง 

 

แต่แนวคิดดังกล่าวก็ยังมีอยู่ และอาจขยายจาก "2 ส." เป็น "3 ส." โดย ส.ที่สาม อาจเป็น "กลุ่มสามมิตร" ที่อาจไม่อยากอยู่กับพลังประชารัฐต่อแล้วในสถานการณ์นี้ หรืออาจจะเป็น พรรคเสรีรวมไทย ของ "พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส" ซึ่ง "ข่าวข้นคนข่าว" เคยท้าวความไปแล้วว่า คุยกับคุณหญิงสุดารัตน์ จนใกล้ตกผลึก ว่าน่าจะรวมกันได้ (จะเห็นได้ว่ามีแต่ ส.เสือ ทั้งชื่อพรรค ชื่อคน) 

 

อีก 1 ส. คือ สุวัจน์ ที่เพิ่งจับมือกับกรณ์​ เดินหน้าสร้างพรรคชาติพัฒนาให้ใหญ่ขึ้น และหวัง ส.ส.เขตที่โคราช และ ส.ส.กทม.จากฝั่งอดีตพรรคกล้า คือ กรณ์ กับ "อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี"

 

ถ้า ส.ที่เหลือมาคุยกันหมด ก็จะเป็น 5 ส. แต่แน่นอนว่า เงื่อนไขของแต่ละพรรค แต่ละคน ไม่ใช่จะเจรจาลงตัวง่ายๆ เพราะต่างคนต่างใหญ่ ต่างคนต่างไม่ธรรมดา ใครจะยอมถอยเพื่อให้สูตร "ขั้วที่ 3" เดินหน้า ซึ่งหากจะทำได้จริง ทุกฝ่ายต้องถอยคนละก้าวจริงๆ 

 

มิฉะนั้นก็เสี่ยงจะเป็น "พรรคเบี้ยหัวแตก" สร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไม่ได้ดังที่ใจหวัง 

 

การสร้างขั้วการเมือง 3ส. 4ส. หรือ 5ส. เพื่อพาสังคมไทยให้พ้นจากยุค 3ป. จึงต้องรอลุ้นกันต่อไป