ลูลา คว้าชัยประวัติศาสตร์ นั่ง ปธน.บราซิล สมัย 4 คู่แข่งไม่ยอมรับ
26 ต.ค. 2569 | apirak_pra

'ลูลา ดา ซิลวา' สร้างประวัติศาสตร์ชนะเลือกตั้งรอบสอง นั่งเก้าอี้ ปธน.บราซิล สมัยที่ 4 คว่ำลูกชายอดีตผู้นำโบลโซนาโรขาดลอย ด้านคู่แข่งฮึดสู้จ่อยื่นศาลโมฆะ
ข่าว
26 ต.ค. 2569 | apirak_pra

'ลูลา ดา ซิลวา' สร้างประวัติศาสตร์ชนะเลือกตั้งรอบสอง นั่งเก้าอี้ ปธน.บราซิล สมัยที่ 4 คว่ำลูกชายอดีตผู้นำโบลโซนาโรขาดลอย ด้านคู่แข่งฮึดสู้จ่อยื่นศาลโมฆะ
KEY
POINTS
ศาลการเลือกตั้งสูงสุดของบราซิล (TSE) ประกาศผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบชี้ขาด (Runoff) อย่างเป็นทางการเมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2569 โดย นายลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ประธานาธิบดีคนปัจจุบันในวัย 80 ปี ตัวแทนจากพรรคแรงงาน (PT) ปีกซ้าย คว้าชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์เพื่อดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 4 ได้สำเร็จ ถือเป็นผู้สมัครคนแรกนับตั้งแต่บราซิลเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยในช่วงทศวรรษ 1980 ที่สามารถพลิกกลับมาชนะได้หลังจบอันดับสองในรอบแรก ทั้งยังช่วยหยุดยั้งกระแสการกวาดชัยชนะของฝ่ายขวาจัดทั่วภูมิภาคละตินอเมริกา
อย่างไรก็ตาม วุฒิสมาชิก ฟลาวิโอ โบลโซนาโร บุตรชายคนโตของอดีตประธานาธิบดีฌาอีร์ โบลโซนาโร ซึ่งพ่ายแพ้ไปด้วยคะแนนเสียงที่ห่างกันมากกว่า 4 ล้านเสียง ได้ประกาศไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง พร้อมระบุว่าจะยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนและประกาศให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ โดยอ้างคำสั่งของศาลฎีกาที่อนุมัติให้ขยายเวลาการลงคะแนนเพิ่มขึ้นอีก 2 ชั่วโมง ทว่านักวิเคราะห์มองว่าโอกาสที่ผลการเลือกตั้งจะถูกพลิกกลับแทบเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากช่องว่างคะแนนเสียงที่ขาดลอย ประกอบกับทีมหาเสียงของฝั่งโบลโซนาโรเองก็เคยร้องขอให้ขยายเวลาการลงคะแนนในพื้นที่ภาคใต้เนื่องจากปัญหาฝนตกหนักเช่นกัน
ชัยชนะที่ไม่คาดคิดของลูลาส่งแรงกระเพื่อมอย่างหนักต่อตลาดทุนที่เดิมทีเก็งกำไรว่าฝ่ายขวาจะชนะ โดยกองทุน ETF ที่อิงดัชนี Bovespa ของบราซิลในตลาดหุ้นโตเกียวดิ่งลงทันทีเกือบ 15% ในการซื้อขายของฝั่งเอเชีย ขณะที่ค่าเงินเรียลบราซิลเผชิญแรงกดดันและมีแนวโน้มอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ
ตลอดช่วงการหาเสียง ลูลาได้ชูผลงานการลดความยากจน ความเหลื่อมล้ำ อัตราการว่างงาน และการตัดไม้ทำลายป่าในป่าแอมะซอนที่ลดลงแตะระดับต่ำสุดในประวัติศาสตร์ระหว่างการดำรงตำแหน่งสมัยที่ 3 พร้อมเดินหน้านโยบายสวัสดิการโค้งสุดท้าย ทั้งการผลักดันให้ใช้บริการขนส่งสาธารณะฟรีทั่วประเทศในวันหยุดสุดสัปดาห์ และการปรับขึ้นเงินช่วยเหลือสวัสดิการอีก 15% พร้อมเตือนผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่าหากตระกูลโบลโซนาโรกลับมา จะตัดลดงบประมาณสวัสดิการสังคมและดึงบราซิลไปอยู่ภายใต้อิทธิพลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ
แม้จะสร้างประวัติศาสตร์คัมแบ็กได้อย่างงดงาม แต่นักวิเคราะห์เตือนว่าการบริหารประเทศในสมัยที่ 4 ของลูลาอาจเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด เนื่องจากผลการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาส่งผลให้สภาบราซิลชุดใหม่มีสัดส่วนของกลุ่มอนุรักษ์นิยมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยพรรคเสรีนิยม (PL) ของกลุ่มโบลโซนาโรและพันธมิตรฝ่ายขวา กุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้มากกว่า 280 ที่นั่ง และในวุฒิสภาสูงถึง 50 ที่นั่ง ซึ่งจะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการผ่านร่างกฎหมายและงบประมาณ
นอกจากนี้ ลูลายังต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจมหภาค โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจบราซิลในปีหน้าจะเติบโตเพียง 2.3% ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับสูง หนี้ครัวเรือนที่พุ่งขึ้น และหนี้สาธารณะที่ทะลุ 82% ของ GDP ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยคาดว่าสภาฝ่ายขวาจะกดดันให้ตัดลดงบประมาณและผลักดันมาตรการปฏิรูปโครงสร้างที่เอื้อต่อกลุ่มทุนธุรกิจ ซึ่งอาจจุดชนวนความขัดแย้งกับประชาชนในวงกว้างต่อไป