"อ.กฤษฎา" วิเคราะห์ตะวันออกกลางเดือด ฮูตีถล่มริยาดเขย่าโลก
13 ต.ค. 2569 | apirak_pra

อ.กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระจากสหรัฐฯ ถอดรหัสวิกฤตตะวันออกกลางระอุ ชี้ฮูตีถล่มสนามบินริยาดทำลายความเชื่อมั่นซาอุฯ สะเทือนวิสัยทัศน์ 2030 และเศรษฐกิจโลก
ข่าว
13 ต.ค. 2569 | apirak_pra

อ.กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระจากสหรัฐฯ ถอดรหัสวิกฤตตะวันออกกลางระอุ ชี้ฮูตีถล่มสนามบินริยาดทำลายความเชื่อมั่นซาอุฯ สะเทือนวิสัยทัศน์ 2030 และเศรษฐกิจโลก
KEY
POINTS
สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางยกระดับเข้าสู่ภาวะวิกฤตขั้นสูงสุด หลังกลุ่มฮูตีเปิดฉากระดมโจมตีสนามบินนานาชาติคิงคาลิด (King Khalid International Airport) ในกรุงริยาด อย่างยืดเยื้อและซับซ้อนตลอดสัปดาห์ โดยใช้อาวุธยุทธศาสตร์ทั้งขีปนาวุธนำวิถีระยะไกลตระกูล Burkan-3 (Volcano-3) ขีปนาวุธร่อน Quds และฝูงโดรนพลีชีพ Samad-3 เข้าถล่มเป้าหมายพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างรุนแรง
.
เหตุการณ์ดังกล่าวได้รับการวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งโดย อาจารย์กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการและนักวิเคราะห์อิสระจากรัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองและความมั่นคงระหว่างประเทศ ได้ฉายภาพสะท้อนถึงรอยร้าวในระบบความมั่นคงและผลกระทบวงกว้างที่กำลังสั่นคลอนเสถียรภาพของราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียและเศรษฐกิจโลกอยู่ในขณะนี้ โดยบทความของ อ.กฤษฎา มีเนื้อหาดังนี้
.
ความสูญเสียทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเหตุโจมตีระลอกใหญ่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ขนาดใหญ่บริเวณคลังเก็บน้ำมันสนามบิน มีผู้เสียชีวิต 13 ราย (เป็นชาวซาอุฯ 4 ราย และชาวต่างชาติ 9 ราย) บาดเจ็บมากกว่า 300 ราย ภาพจากสถานีโทรทัศน์ทางการซาอุฯ เผยให้เห็นกลุ่มผู้แสวงบุญตื่นตระหนกวิ่งหนีระเบิดขณะหลังคาอาคารผู้โดยสารพังทลายลงมา และล่าสุดในวันอาทิตย์ ทางการซาอุฯ ยืนยันเหตุโจมตีซ้ำใส่บริเวณอาคารผู้โดยสาร Terminal 4 ทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 1 ราย และบาดเจ็บ 11 ราย ดันยอดผู้เสียชีวิตจากการโจมตีสนามบินริยาดในสัปดาห์นี้พุ่งสูงถึง 18 ราย
ไม่เพียงเท่านั้น กลุ่มฮูตียังยกระดับการยิงถล่มข้ามดินแดนแบบประสานงานทั่วประเทศ ทั้งการส่งโดรนและขีปนาวุธเข้าโจมตีสนามบินนานาชาติคิงฟาฮัด ในเมืองดัมมาม (สนามบินใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ) ซึ่งมีผู้เห็นเหตุการณ์ยืนยันว่าวัตถุระเบิดตกใส่ลานจอดข้างเครื่องบินพาณิชย์จนเกิดเพลิงไหม้ รวมถึงการโจมตีคลังน้ำมันของบริษัท Saudi Aramco ขณะที่ระบบป้องกันภัยทางอากาศของซาอุฯ ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อสกัดกั้นขีปนาวุธร่อนใกล้กรุงริยาด ขีปนาวุธทิ้งตัวเหนือเมืองคา มิส มูเชต (Khamis Mushait) และโดรนในจังหวัดตะวันออก (Eastern Province)
.
โฆษกฝ่ายทหารของกลุ่มฮูตีอ้างอิงว่า การโจมตีทั้งหมดเป็นการตอบโต้โดยตรงต่อปฏิบัติการทางอากาศของกองกำลังพันธมิตรอาหรับและรัฐบาลเยเมน ที่ทิ้งระเบิดถล่มสนามบินซานาและเมืองท่าโฮเดดาห์กว่า 124 ครั้งในรอบ 24 ชั่วโมงเพื่อสกัดเที่ยวบินลำเลียงจากอิหร่าน พร้อมประกาศให้น่านฟ้าซาอุดีอาระเบียเป็น "เขตปฏิบัติการทางทหาร" และเตือนว่า "หากซาอุฯ ไม่หยุดการแทรกแซงในเยเมน สิ่งที่เลวร้ายกว่านี้กำลังจะตามมา"
.
1. ยุทธการตอบโต้ทางการทหารและการเผชิญหน้าโดยตรงของสหรัฐฯ
.
- ซาอุฯ เปิดฉากเอาคืนขั้นเด็ดขาด: กองกำลังพันธมิตรนำโดยซาอุดีอาระเบีย และกองทัพรัฐบาลเยเมน ได้เปิดยุทธการตอบโต้ทางอากาศขนาดใหญ่ ส่งฝูงบินรบเข้าทลายคลังเก็บอาวุธ ถ้ำซ่อนโดรน ค่ายฝึกยุทธวิธี และศูนย์บัญชาการหลักของกลุ่มฮูตีในกรุงซานาและจังหวัดซาดะฮ์ พร้อมยกระดับการทำงานของระบบ Patriot และ THAAD ตามแนวชายแดนเพื่อรับมือการโจมตีโต้กลับ
- สหรัฐฯ จ่อร่วมวงปะทะทางทหาร: ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงการณ์จากทำเนียบขาวระบุว่า วอชิงตันกำลังประเมินทางเลือกในการส่งกองกำลังเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารกับซาอุดีอาระเบีย เพื่อกวาดล้างศักยภาพทางทหารของกลุ่มฮูตี นอกจากการรื้อฟื้นมาตรการกดดันขั้นสูงสุด (Maximum Pressure) ผ่านการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ สหรัฐฯ ยังเปิดช่องทางเลือกในการโจมตีทางอากาศใส่โครงสร้างพื้นฐานทางทหารภายในประเทศอิหร่านโดยตรง หากหน่วยข่าวกรองยืนยันหลักฐานชัดเจนว่าอิหร่านอยู่เบื้องหลังการส่งมอบอาวุธดังกล่าว
.
2. วิกฤตการเดินเรือทางทะเลและแรงกระแทกต่อพลังงานโลก
- ความตึงเครียดบานปลายในช่องแคบฮอร์มุซ: เหตุโจมตีทางอากาศเกิดขึ้นขนานไปกับความตึงเครียดทางทะเล หลังเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ (Supertanker) แล่นชนทุ่นระเบิดเสียหายหนัก ขณะที่กองทัพพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ยกระดับการลาดตระเวนและกล่าวหาว่า กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ร่วมมือกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) แอบลักลอบขนส่งน้ำมันดิบผ่านเส้นทางเลาะโขดหินของโอมานเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจค้น
- ราคาน้ำมันและเบี้ยประกันพุ่งกระฉูด: การชะงักงันของช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดขนถ่ายน้ำมันคิดเป็น 1 ใน 5 ของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งทะลุ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างรวดเร็ว บริษัทประกันภัยข้ามชาติปรับเพิ่มเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงภัยสงคราม (War Risk Insurance) สำหรับเรือสินค้าสูงขึ้นถึง 200–300% ซึ่งกระทบต่อต้นทุนการขนส่งและห่วงโซ่อุปทานพลังงานทั่วโลกโดยตรง
.
3. มาตรการความปลอดภัยทางการบินและการเตือนภัยสากล
- ปิดน่านฟ้าและยกเลิกเที่ยวบิน: นอกเหนือจากการระงับบริการของสนามบินคิงคาลิดและสนามบินดัมมามแล้ว สายการบินระหว่างประเทศต่างเร่งเปลี่ยนเส้นทางบินหลีกเลี่ยงน่านฟ้าซาอุฯ และเยเมน
- นานาชาติยกระดับคำเตือนขั้นสูงสุด: กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร (เตือนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปเจดดาห์ ดัมมาม และสนามบินทั่วประเทศ ยกเว้นเมดินะฮ์) แคนาดา ออสเตรเลีย และเยอรมนี ออกประกาศเตือนภัยระดับสูงสุด (Do Not Travel) ขณะที่ทางการซาอุฯ สั่งเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนในโรงเรียนกรุงริยาดเป็นระบบออนไลน์ตลอดสัปดาห์
.
บทวิเคราะห์เชิงลึก: ทำไมการโจมตีสนามบินริยาดจึงสั่นคลอน "ความเชื่อมั่น" ของซาอุดีอาระเบีย?
การโจมตีสนามบินนานาชาติคิงคาลิดซ้ำกันถึง 3 ครั้งในสัปดาห์เดียว ไม่เพียงแต่เปิดแผลให้เห็นช่องโหว่ของระบบป้องกันภัยทางอากาศของซาอุดีอาระเบียเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อ "ภาพลักษณ์ เสถียรภาพ และความเชื่อมั่น" ที่ราชอาณาจักรแห่งนี้เพียรสร้างขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจ
.
1. การบริหารสื่อสารภาครัฐและความเงียบที่สร้างความระแวง
ท่ามกลางข่าวลือและเสียงระเบิดที่ประชาชนได้ยินทั่วเมือง สถานทูตแคนาดาและสหรัฐฯ ได้ออกประกาศเตือนภัยตั้งแต่ช่วงเย็น แต่สื่อทางการซาอุฯ กลับนิ่งเงียบเป็นเวลานานหลายชั่วโมงกว่าจะออกมายอมรับเหตุการณ์ การพยายาม "สร้างภาพลักษณ์ความสงบเรียบร้อย" (Projecting calm) และการสั่งห้ามโพสต์ภาพเหตุการณ์ลงโซเชียลมีเดียเริ่มส่งผลตรงกันข้าม ยิ่งบั่นทอนความไว้วางใจของประชาชนและภาคธุรกิจ จนบริษัทหลายแห่งในริยาดต้องสั่งให้พนักงานทำงานจากบ้าน (Work from home) ด้วยความหวาดกลัว
.
2. รอยร้าวในเกราะคุ้มกันและความรู้สึกปลอดภัย
ที่ผ่านมา กรุงริยาดถูกวางตำแหน่งให้เป็น "สวรรค์ที่ปลอดภัย" และได้รับคุ้มกันอย่างไข่ในหิน ขณะที่พื้นที่อื่นในตะวันออกกลางเผชิญความขัดแย้ง ประชาชนได้รับการปลูกฝังให้เชื่อมั่นในเสถียรภาพของประเทศ แต่เมื่อประตูหลักของเมืองหลวงถูกยิงถล่มซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความรู้สึกปลอดภัยและความเคารพยำเกรงในเกราะคุ้มกันของรัฐจึงเริ่มสั่นคลอนอย่างมีนัยสำคัญ
.
3. การตกเป็นเป้าของ "สงครามไร้รูปแบบ" (Asymmetric Warfare)
แม้กองกำลังที่ซาอุฯ สนับสนุนจะสามารถผลักดันกลุ่มฮูตีบริเวณช่องแคบบับอัลมันดับได้ แต่กลุ่มฮูตีและอิหร่านเลือกรบด้วยแต่กลุ่มฮูตีและอิหร่านเลือกรบด้วย ยุทธวิธีสงครามแบบไม่สมมาตร (Asymmetric Warfare) และการโจมตีทางอากาศแบบฉวยโอกาส โดยเจาะจงเล่นงานเป้าหมายพลเรือน โครงสร้างพลังงาน และการบินพาณิชย์ ซึ่งเป็นจุดอ่อนไหวทางเศรษฐกิจที่สร้างความเสียหายเชิงภาพลักษณ์สูงที่สุดด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่ามาก
.
4. ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและเวทีระดับโลก
จังหวะเวลาของการโจมตีเกิดขึ้นอย่างประจวบเหมาะ ในขณะที่ริยาดกำลังเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Petroleum Congress ซึ่งมีซีอีโอจากบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ (ExxonMobil, Shell, TotalEnergies, BP) เข้าร่วม และกำลังจะจัดงาน Future Investment Initiative (FII) หรือ "Davos in the Desert" ที่รวบรวมมหาเศรษฐีและนักการเงินจากวอลล์สตรีท แม้ผู้จัดงานจะยืนยันจัดงานต่อ แต่ผู้บริหารระดับสูงและเจ้าหน้าที่รัฐบาลตะวันตกหลายคน (รวมถึงรัฐมนตรีเศรษฐกิจเยอรมนีที่เผชิญปัญหาเที่ยวบินค้าง และรัฐมนตรีพลังงานอิตาลีที่ต้องเปลี่ยนมาประชุมผ่านวิดีโอลิงก์) ต่างเริ่มลังเลและทบทวนการเดินทาง
.
5. ความเสี่ยงต่ออนาคตทางเศรษฐกิจระยะยาว (Vision 2030)
สิ่งที่ตกอยู่ในความเสี่ยง ไม่ใช่แค่การยกเลิกงานประชุม แต่คือ "การถูกตั้งคำถามต่อจุดขายหลักของซาอุดีอาระเบีย" ในฐานะศูนย์กลางที่ปลอดภัยสำหรับเงินทุนข้ามชาติ สินทรัพย์ทางการเงิน ศูนย์ข้อมูล (Data Centers) และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ หากความขัดแย้งขยายวงกว้างจากการเข้าร่วมของสหรัฐฯ ภูมิภาคนี้ก็ยิ่งเสี่ยงตกเป็น "กระสอบทราย" รับการตอบโต้จากฮูตีและอิหร่านอย่างยืดเยื้อ
แนวโน้มและแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจโลก
.
นักวิเคราะห์ความมั่นคงสากลประเมินว่า เหตุการณ์นี้คือ "จุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์" ที่สงครามตัวแทน (Proxy War) กำลังสุ่มเสี่ยงขยายตัวสู่การเผชิญหน้าทางทหารโดยตรงระหว่างสหรัฐฯ-ซาอุดีอาระเบีย กับฝ่ายอิหร่านและเครือข่ายพันธมิตร
.
วิกฤตการณ์นี้กลายเป็นวาระเร่งด่วนที่ถูกยกขึ้นมาถกเถียงอย่างเครียดขรึม ระหว่างการประชุมสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก (IMF-World Bank Annual Meetings) ณ กรุงเทพมหานคร โดยบรรดาผู้กำหนดนโยบายการเงิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการเงินทั่วโลก แสดงความกังวลอย่างยิ่งว่า วิกฤตพลังงานครั้งใหม่ที่ดันราคาน้ำมันและค่าประกันภัยพุ่งสูงขึ้นนี้ อาจจุดชนวนให้อัตราเงินเฟ้อโลก (Global Inflation) พุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง กดดันให้ธนาคารกลางหลายแห่งต้องชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ย และส่งผลกระทบซ้ำเติมต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในฝั่งเอเชียและยุโรปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้