3 แผลฉกรรจ์! "น้ำท่วมพิษ - เด้งเสฏฐวุฒิ - หลุดขังโกงสอบท้องถิ่น" รัฐบาลทรุดหนักก่อนศึกซักฟอก
13 ต.ค. 2569 | natthanan_chu

3 แผลฉกรรจ์! "น้ำท่วมพิษ - เด้งเสฏฐวุฒิ - หลุดขังโกงสอบท้องถิ่น" ทลายความเชื่อมั่น รัฐบาลทรุดหนักก่อนศึกซักฟอก
ข่าว
13 ต.ค. 2569 | natthanan_chu

3 แผลฉกรรจ์! "น้ำท่วมพิษ - เด้งเสฏฐวุฒิ - หลุดขังโกงสอบท้องถิ่น" ทลายความเชื่อมั่น รัฐบาลทรุดหนักก่อนศึกซักฟอก
KEY
POINTS
13 ตุลาคม 2569 ก่อนเข้าสู่ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตความเชื่อมั่นจากประชาชนอย่างหนักหน่วง โดยมี 3 ปัจจัยหลักที่เป็น "ตัวฉุด" สำคัญ สะท้อนถึงการบริหารจัดการที่ไร้ประสิทธิภาพ ส่อเจตนาแอบแฝง และสร้างข้อกังขาเรื่องความจริงใจในการปราบปรามการทุจริตหัวแถว
สถานการณ์น้ำท่วมขังและฝนตกแช่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและหลายจังหวัด สะท้อนผ่านผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนอย่างชัดเจน โดย นอร์ทแบงค็อกโพล ระบุว่า ประชาชน 56.3% มองว่าผลงานของรัฐบาลไม่ดีเลย (และอีก 23.2% มองว่าค่อนข้างไม่ดี) โดยกว่า 65.4% ยืนยันว่าไม่เห็นการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม เช่นเดียวกับ นิด้าโพล ที่พบว่า มีประชาชนเพียง 1.76% เท่านั้นที่ชื่นชมนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ขณะที่สัดส่วนใหญ่ชื่นชมกลุ่มจิตอาสา (46.95%) และชื่นชมผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (16.41%)
ยิ่งไปกว่านั้น การทำงานของรัฐบาลยังถูกมองว่า "ไล่ไม่ทันปัญหา" อย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะกรณีน้ำท่วมในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี ที่มีการปนเปื้อนของสารเคมี คราบน้ำมัน และน้ำชะกากอุตสาหกรรม จนสุ่มเสี่ยงกลายเป็นน้ำขยะพิษกระทบประชาชน แม้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมจะยืนยันว่าไม่ได้นิ่งนอนใจและส่งทีมลงพื้นที่ตรวจสอบ แต่กลับยังไม่ได้ลงพื้นที่ด้วยตนเอง สวนทางกับฝ่ายค้าน รวมถึง "หัวหน้าเท้ง" ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่ลงพื้นที่หลายรอบและสะท้อนว่าปัญหาจริงใหญ่กว่าที่เป็นข่าวมาก
กรณีคำสั่งโยกย้าย นายเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นายอำเภอบ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี หลังถูกบริภาษผ่านการประชุมว่า "น่าอับอาย" ได้สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคม เนื่องจากเป็นการย้ายด่วนโดยที่ไม่ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยอย่างเป็นทางการ กระแสสังคมส่วนใหญ่จึงเทความเห็นใจและยืนอยู่ข้างนายอำเภอ
พร้อมกันนี้ มีการเปิดเบื้องหลังและตั้งข้อสังเกตว่า เหตุผลแท้จริงของการย้าย อาจมาจากการที่นายอำเภอปฏิบัติหน้าที่ขัดขวางกลุ่มทุนจีน ซึ่งเดินสวนทางกับแนวทางของขั้วอำนาจ "สายสีน้ำเงิน" แม้ท้ายที่สุดนายอำเภอเสฏฐวุฒิจะย้ายไปรับตำแหน่งใหม่ที่ อ.ลำสนธิ จ.ลพบุรี และอัดคลิปวิดีโอน้อมรับปฏิบัติตามคำสั่งและข้อท้วงติงด้วยวุฒิภาวะก็ตาม แต่ปมนี้ยังคงเป็นบาดแผลฉกรรจ์ที่สังคมจับตา
ประเด็นร้อนที่ตอกย้ำความไม่เชื่อใจของสังคมมากที่สุด คือกรณี การปล่อยตัว 3 ผู้ต้องหาสำคัญที่เป็นคีย์แมนของคดีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น หลังครบกำหนดฝากขัง 84 วัน สะท้อนภาพกระบวนการยุติธรรมที่เป็นเหมือน "มวยล้มต้มคนดู" และทำลายความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อรัฐบาล ทั้งที่เมื่อวันที่ 17 กันยายน นายกรัฐมนตรีเคยปรารภว่า "เหมือนมาโกงบนหัวผม" แต่เมื่อเวลาผ่านไปเกือบเดือน กลับไม่มีความคืบหน้าเชิงรูปธรรม โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย จนถูกตั้งคำถามว่าสิ่งที่พูดไปนั้นเป็นเพียงแค่ "การแสดง" หรือไม่?
เรื่องนี้ถูกขยายผลเชื่อมโยงไปถึงคนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรีและสายตรงบุรีรัมย์ ขณะเดียวกันความเชื่อมั่นต่อ ป.ป.ช. ที่ต่ำอยู่แล้ว ยิ่งทรุดหนักจากความเชื่อมโยงกับ "สายสีน้ำเงิน" ซึ่งนักกฎหมายมองว่า ป.ป.ช. วางทรงคดีขัดแย้งและสับสน:"หาก ป.ป.ช. มองว่าเป็นคดีใหญ่ มีผู้เกี่ยวข้องมาก และตัวเองไม่มีทางทำทัน ก็ควรมอบหมายให้ตำรวจช่วยทำบางส่วน เช่น การสอบปากคำผู้เข้าสอบหรือกลุ่มที่มีการแก้ไขคะแนน 5,000–6,000 คน ซึ่งตำรวจมีกำลังพลทั่วประเทศและระดมทำได้
"ส่วนผู้ต้องหาสำคัญ ป.ป.ช. ก็ไต่สวนเองโดยไม่ต้องใช้ระบบฝากขังต่อศาล ก็จะสามารถเรียกมาไต่สวน แจ้งข้อหา และวางเงื่อนไขห้ามหลบหนีหรือออกนอกประเทศได้ แต่ที่ผ่านมากลับไม่ทำ วางทรงคดีลักลั่น ให้ตำรวจจับ แล้วเข้าระบบฝากขังต่อศาล จึงติดเงื่อนไข 84 วัน และเมื่อตัวเองทำสำนวนไม่ทัน ก็ต้องปล่อยผู้ต้องหาเป็นอิสระ เสี่ยงต่อการหลบหนี"
ทั้ง 3 ปัญหานี้ จึงกลายเป็น "จุดสลบ" สำคัญที่ฝ่ายค้านพร้อมนำไปขยายผล และเป็นปัญหารั่วไหลทางศรัทธาที่ทำให้รัฐบาลทรุดหนักอย่างเห็นได้ชัดก่อนถึงวันเปิดศึกซักฟอก!