เนชั่นทีวี

ข่าว

วิกฤตหนัก! อีโบลาถล่มคองโก ยอดดับพุ่งทะลุ 3,000 ศพ เปิดข้อมูลเจาะลึกที่นี่

02 ก.ย. 2569 | apirak_pra

วิกฤตหนัก! อีโบลาถล่มคองโก ยอดดับพุ่งทะลุ 3,000 ศพ เปิดข้อมูลเจาะลึกที่นี่

อีโบลาสายพันธุ์บุนดิบูเกียวถล่มคองโกหนักที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศ ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งทะลุ 3,000 ศพ ติดเชื้อกว่า 6,000 ราย รัฐบาลเร่งฉีดวัคซีนสายพันธุ์อื่นเพื่อหวังปกป้องบุคลากรด่านหน้า

อีโบลาสายพันธุ์บุนดิบูเกียวถล่มคองโกหนักที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศ ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งทะลุ 3,000 ศพ ติดเชื้อกว่า 6,000 ราย รัฐบาลเร่งฉีดวัคซีนสายพันธุ์อื่นเพื่อหวังปกป้องบุคลากรด่านหน้า

KEY

POINTS

  • สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกเผชิญวิกฤตอีโบลาระบาดรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยมียอดผู้เสียชีวิตทะลุ 3,000 ราย และผู้ติดเชื้อสะสมกว่า 6,100 ราย
  • การระบาดครั้งนี้เกิดจากเชื้ออีโบลาสายพันธุ์ "บุนดิบูเกียว" ซึ่งยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ ทำให้การควบคุมเป็นไปได้ยาก
  • การแพร่ระบาดได้ขยายวงกว้างไปแล้ว 6 จังหวัด โดยมีอุปสรรคสำคัญคือผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ (60%) เกิดขึ้นนอกศูนย์รักษาพยาบาล รวมถึงปัญหาความไม่สงบในพื้นที่และการต่อต้านจากชุมชน

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 ว่า ข้อมูลล่าสุดจากรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) เผยยอดผู้เสียชีวิตจากการระบาดของไวรัสอีโบลาทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ได้เพิ่มสูงขึ้นเป็น 3,007 รายแล้ว ขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันพุ่งขึ้นไปถึง 6,186 ราย ส่งผลให้การระบาดระลอกนี้ขึ้นแท่นเป็นการระบาดครั้งใหญ่และรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของ ดีอาร์ คองโก ล้มสถิติเดิมในช่วงปี 2018–2020 และกลายเป็นการระบาดที่ร้ายแรงเป็นอันดับสองของแอฟริกา รองจากเหตุการณ์ระบาดใหญ่ในแอฟริกาตะวันตกเมื่อปี 2014–2016 ที่เคยพรากชีวิตผู้คนไปมากกว่า 11,000 ราย

 

ต้นตอของวิกฤตครั้งนี้เกิดจากอีโบลาสายพันธุ์ บุนดิบูเกียว ซึ่งถูกประกาศระบาดอย่างเป็นทางการในจังหวัดอิตูรี (Ituri) เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา แม้ผู้เชี่ยวชาญจะคาดว่าเริ่มระบาดลอยๆ มาตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคมแล้วก็ตาม ล่าสุดเชื้อได้แพร่กระจายลุกลามไปแล้วถึง 6 จังหวัด แม้ว่าทางการดีอาร์คองโก องค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์กรบรรเทาทุกข์ต่างประเทศจะพยายามเข้าควบคุมสถานการณ์อย่างหนักก็ตาม

ความน่ากลัวของสายพันธุ์ บุนดิบูเกียว คือยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ (แม้ว่ามหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดและสถาบัน IAVI จะกำลังเร่งพัฒนาวัคซีนต้นแบบอยู่ก็ตาม) ทำให้ทางการดีอาร์คองโกต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการนำวัคซีน Ervebo ของบริษัท Merck ซึ่งเดิมใช้สำหรับสายพันธุ์ Zaire มาฉีดให้บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า เพื่อหวังผลในการสร้างภูมิคุ้มกันข้ามสายพันธุ์

 

นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ยังออกมาเปิดเผยข้อมูลน่ากังวลว่า ยอดผู้เสียชีวิตประมาณ 60% เกิดขึ้นนอกศูนย์รักษาหรือโรงพยาบาล เนื่องจากระบบการเฝ้าระวังที่อ่อนแอ ความไม่สงบในพื้นที่จากกลุ่มติดอาวุธ และการต่อต้านของคนในชุมชนที่ไม่ยินยอมเข้าสู่กระบวนการคัดกรอง ส่งผลให้การค้นหาผู้ป่วยเพื่อนำมารักษาทำได้ล่าช้า และทำให้เชื้อยังคงแพร่กระจายขยายวงกว้างออกไปอย่างน่าหวั่นใจ
 

ข่าวล่าสุด