ร้อนจัดเป็นเหตุ! โตเกียวแนะชายใส่ขาสั้นทำงาน เจอวีนคุกคามด้วยขนขา
22 ก.ค. 2569 | Apirak Pradubyati

โตเกียวแนะหนุ่มออฟฟิศใส่ขาสั้นรับมือคลื่นความร้อน แต่งานนี้มีดราม่า สาวๆ บ่นอึดอัดสายตา เจอภาวะ "คุกคามด้วยขนขา" ทำคลินิกกำจัดขนคึกคัก
ข่าว
22 ก.ค. 2569 | Apirak Pradubyati

โตเกียวแนะหนุ่มออฟฟิศใส่ขาสั้นรับมือคลื่นความร้อน แต่งานนี้มีดราม่า สาวๆ บ่นอึดอัดสายตา เจอภาวะ "คุกคามด้วยขนขา" ทำคลินิกกำจัดขนคึกคัก
KEY
POINTS
เมื่อฤดูร้อนในประเทศญี่ปุ่นทวีความรุนแรงจนอุณหภูมิพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ เทศบาลนครโตเกียวจึงได้ผลักดันแคมเปญปรับแต่งกายทำงานเพื่อรับมือวิกฤตความร้อน โดย นางยูริโกะ โคอิเกะ ผู้ว่าราชการกรุงโตเกียว ได้ต่อยอดโครงการ "Tokyo Cool Biz" ผลักดันให้เหล่า "มนุษย์เงินเดือน" สลัดชุดสูทและเนกไทอันอึดอัด หันมาสวมเสื้อยืด รองเท้าผ้าใบ และ "กางเกงขาสั้น" มาทำงานในออฟฟิศอย่างเป็นทางการ หวังช่วยประหยัดพลังงานและลดความเสี่ยงจากโรคลมแดด (Heatstroke)
อย่างไรก็ตาม หลังเปิดให้สวมกางเกงขาสั้นมาทำงานได้เกือบ 4 เดือน นโยบายดังกล่าวกลับได้รับกระแสตอบรับที่ก้ำกึ่ง ผลการสำรวจโดย Gorilla Clinic ในเดือนมิถุนายน พบว่าประชาชนถึง 53.5% ไม่เห็นด้วยกับการสวมกางเกงขาสั้นมาทำงาน โดยมีพนักงานหญิงจำนวนมากที่ต่อต้าน เนื่องจากรู้สึกมองแล้วอึดอัดสายตากับรูปร่างและขนขาของเพื่อนร่วมงานชาย จนเกิดศัพท์โซเชียลใหม่ในญี่ปุ่นว่า "ซุเนะฮาระ" (Sunehara) หรือ "การคุกคามด้วยขนขา" (Leg hair harassment) ยิ่งไปกว่านั้น พนักงานหญิงบางส่วนยังมองว่านโยบายนี้ไร้ความเท่าเทียม เพราะผู้หญิงยังคงถูกคาดหวังให้สวมถุงน่องหากต้องโชว์เรียวขา
ด้าน อากิฟูมิ ฟุนาสึ ผู้อำนวยการ Gorillar Clinic เปิดเผยว่า ปรากฏการณ์นี้ส่งผลให้ชายหนุ่มวัยทำงานแห่กันเข้ามาใช้บริการเลเซอร์กำจัดขนขาเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยมองว่าไม่ใช่แค่เรื่องความงาม แต่กลายเป็น "มารยาททางสังคม" ในการใส่ขาสั้นไปทำงานเพื่อไม่ให้รบกวนสายตาของผู้อยู่ร่วมกัน ในขณะที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายสิ่งแวดล้อมกรุงโตเกียวยืนยันว่า แคมเปญนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มทางเลือกในการรับมืออากาศร้อนจัด โดยขอเพียงแต่งกายให้สุภาพและไม่ขัดต่อสายตาผู้อื่นก็พอ
การรณรงค์เปลี่ยนชุดทำงานนี้เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยกรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นถึงกับต้องนิยามศัพท์ใหม่คำว่า "โคกุโชะ-บิ" (Kokusho-bi) หรือ "วันร้อนโหดเหี้ยม" เพื่อเตือนภัยเมื่ออุณหภูมิพุ่งสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส ขณะที่สถิติจากสำนักงานจัดการภัยพิบัติและเพลิงไหม้ระบุว่า เพียงในรอบสัปดาห์วันที่ 6-12 กรกฎาคม มีผู้เสียชีวิตจากโรคลมแดดไปแล้ว 7 ราย และต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลสูงถึง 4,580 คน
นอกจากนโยบายลดการใช้แอร์และเปิดชุดสบายแล้ว ชาวญี่ปุ่นยังต้องพึ่งพาสินค้านวัตกรรมดับร้อน เช่น เสื้อผ้าติดตั้งพัดลมติดตัว, ผ้าเช็ดตัวเย็นแบบพกพา, ร่มกันยูวีและร่มสะท้อนความร้อน รวมถึงพัดลมมือถือ โดยผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ประเทศญี่ปุ่นยังมีระดับความชื้นสูง ทำให้เหงื่อระเหยยาก ร่างกายปรับตัวระบายความร้อนได้ลำบาก ประชาชนจึงต้องเร่งปรับสภาพร่างกายและจิบน้ำอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันอันตรายถึงชีวิต