เนชั่นทีวี

ข่าว

"ทรัมป์" กลับลำ! สั่งยกเลิกเก็บค่าผ่านทางฮอร์มุซ หลังโดนสับเละแหกกฎสากล

15 ก.ค. 2569 | apirak_pra

"ทรัมป์" กลับลำ! สั่งยกเลิกเก็บค่าผ่านทางฮอร์มุซ หลังโดนสับเละแหกกฎสากล

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศยกเลิกแผนเก็บค่าผ่านทางเรือสินค้า 20% ในช่องแคบฮอร์มุซ หลังประกาศได้เพียง 24 ชั่วโมง ท่ามกลางแรงกดดันราคาน้ำมันโลกและกฎหมายระหว่างประเทศ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศยกเลิกแผนเก็บค่าผ่านทางเรือสินค้า 20% ในช่องแคบฮอร์มุซ หลังประกาศได้เพียง 24 ชั่วโมง ท่ามกลางแรงกดดันราคาน้ำมันโลกและกฎหมายระหว่างประเทศ

KEY

POINTS

  • โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศยกเลิกข้อเสนอเก็บค่าผ่านทางเรือในช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากประกาศได้เพียง 24 ชั่วโมง
  • การตัดสินใจกลับลำเกิดขึ้นหลังเผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากทั่วโลกว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ
  • ทรัมป์ได้เปลี่ยนนโยบายเป็นการเจรจาทำข้อตกลงทางการค้าและการลงทุนกับชาติพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซีย เพื่อแลกกับการคุ้มกันความปลอดภัยแทน

สถานการณ์ความขัดแย้งในศึกสงครามตะวันออกกลางทวีความวุ่นวายในมิติการเมืองโลก ล่าสุด สำนักข่าว บีบีซี รายงานว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ประกาศ "กลับลำ" แบบ 180 องศา ด้วยการสั่งยกเลิกข้อเสนอจัดเก็บค่าผ่านทางเรือส่งสินค้าและเรือบรรทุกน้ำมันดิบสูงถึง 20% ในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากที่เจ้าตัวเพิ่งจะโพสต์ข้อเรียกร้องดังกล่าวผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ได้เพียงแค่ 24 ชั่วโมงเท่านั้น สะท้อนให้เห็นถึงภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของทำเนียบขาวในการหาทางลงจากสงครามยืดเยื้อครั้งนี้

 

โดนตอกกลับแหกกฎหมายสากล ทรัมป์เบนเป้าบีบอาหรับทำดีลการค้าแลกคุ้มกัน

การประกาศจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางน้ำมหาศาลเพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายกองทัพสหรัฐฯ ในการส่งเรือรบเข้ามาลาดตระเวนควบคุมพื้นที่ เผชิญหน้ากับกระแสวิพากษ์วิจารณ์และต่อต้านอย่างรุนแรงจากทั่วโลก รวมถึงพันธมิตรตะวันตก เนื่องจากขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน โดยเมื่อเดือนที่ผ่านมา มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ เอง ก็เคยออกแถลงการณ์ประณามและคัดค้านแผนการของอิหร่านที่จะจัดเก็บค่าผ่านทางในลักษณะเดียวกันนี้ โดยระบุว่าไม่มีประเทศใดมีสิทธิ์จัดเก็บค่าธรรมเนียมในเส้นทางน้ำสากล

หลังจากแผนการดังกล่าวแท้งภายในวันเดียว ทรัมป์ได้เปลี่ยนมาเสนอแผนการใหม่แทน โดยระบุว่าจะหันไปใช้วิธีบีบทำ "ข้อตกลงทางการค้าและการลงทุน" (Trade and investment deals) กับบรรดาประเทศพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซียแทน เพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่กองทัพสหรัฐฯ จะให้ความคุ้มครองความปลอดภัยในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าความปั่นป่วนเชิงนโยบายรายวันของทรัมป์ เกิดจากความพยายามที่จะสร้างคะแนนนิยมให้กับกลุ่มผู้สนับสนุนที่เริ่มเบื่อหน่ายกับ "สงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุด" (Forever Wars) ในตะวันออกกลาง ท่ามกลางความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันจะพุ่งสูงจนฉุดสถิติเงินเฟ้อในประเทศให้กลับมาวิกฤตอีกครั้งก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยหลังจากการประกาศปิดล้อมรอบใหม่ ราคาน้ำมันดิบโลกได้พุ่งทะยานขึ้นถึง 10% ภายในวันเดียว ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นในวันเดียวที่สูงที่สุดในรอบ 6 ปี

 

ผู้เชี่ยวชาญชี้ข้อตกลงอิสลามาบัดตายสนิท สงครามส่อเค้ายืดเยื้อซ้ำรอยเวียดนาม

ทางด้าน โรสมารี เคลานิก ผู้อำนวยการโครงการตะวันออกกลางแห่งสถาบัน Defense Priorities ได้ออกมาแสดงทัศนะว่า ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวหรือบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่เคยทำไว้ที่กรุงอิสลามาบัดได้ "ตายสนิทและสิ้นสภาพอย่างสมบูรณ์แล้ว" หลังจากทรัมป์สั่งเปิดฉากปูพรมถล่มทางอากาศรอบใหม่และรื้อฟื้นการปิดล้อมทางทะเล ส่งผลให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการส่งฝูงโดรนและขีปนาวุธถล่มเรือสินค้าและฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาคจนการจราจรทางน้ำอัมพาต

ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์ประเมินว่า สงครามครั้งนี้ได้แปรสภาพกลายเป็น "สงครามยืดเยื้อเพื่อบั่นทอนกำลัง" (War of Attrition) ที่ไม่มีใครสามารถเอาชนะได้อย่างเบ็ดเสร็จ โดยอิหร่านแม้จะบอบช้ำทางทหารแต่ยังคงมีอิทธิพลทางภูมิศาสตร์ในการก่อกวนช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่สหรัฐฯ ก็ไม่ต้องการยกระดับสงครามขั้นสูงสุดเพราะค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่ว ซึ่งสถานการณ์ความขัดแย้งที่ลากยาวเข้าสู่เดือนที่ 5 นี้ กำลังถูกนำไปเปรียบเทียบกับโศกนาฏกรรม "สงครามเวียดนาม" ในอดีต ที่เคยทำลายล้างสถานะทางการเมืองของอดีตประธานาธิบดี ลินดอน บี. จอห์นสัน และทำลายความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ในเวทีโลกยาวนานนับทศวรรษ

ข่าวล่าสุด