3. ผลลัพธ์ย้อนศร! ชาติอาหรับ GCC หันจับมือหนุนดีลสหรัฐฯ-อิหร่าน เมินอิสราเอลโดดเดี่ยว
ในส่วนของท่าทีทางการเมืองระดับภูมิภาค การเดินสายทัวร์ตะวันออกกลางของ นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ปิดฉากลงด้วยการออกแถลงการณ์ร่วมกับกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) ทั้ง 6 ชาติ (ซาอุดีอาระเบีย, ยูเออี, กาตาร์, คูเวต, บาห์เรน และโอมาน) ณ ประเทศบาห์เรน โดยกลุ่มประเทศ GCC ได้แสดงท่าทียอมรับและสนับสนุนข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านอย่างเป็นทางการ เพื่อหวังดึงความมั่นคงและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการผลิตพลังงานกลับคืนมา
นักวิเคราะห์ระบุว่า สถานการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นความล้มเหลวครั้งใหญ่ทางยุทธศาสตร์ของอิสราเอล เนื่องจากในอดีตอิสราเอลพยายามโดดเดี่ยวอิหร่านออกจากกลุ่มประเทศอาหรับมาโดยตลอด แต่ความก้าวร้าวและการใช้กำลังทหารอย่างบ้าคลั่งของอิสราเอลในช่วงสงครามที่ผ่านมา กลับกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่บีบให้กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับหันหน้าขยับความสัมพันธ์เชิงปฏิบัติการและเปิดระบบเจรจากับกรุงเตหะรานอย่างเหนียวแน่นมากขึ้นเพื่อป้องกันตนเองจากภัยสงคราม
4. สหรัฐฯ-อาหรับ ประสานเสียงค้านอิหร่านคุม "ช่องแคบฮอร์มุซ" ลั่นห้ามเก็บค่าผ่านทาง
แม้กลุ่มประเทศ GCC จะสนับสนุนข้อตกลงสันติภาพ แต่ในมิติความปลอดภัยทางน่านน้ำสากล แถลงการณ์ร่วมระบุชัดเจนว่า ทั้งสหรัฐฯ และกลุ่มชาติอาหรับขอคัดค้านและปฏิเสธทุกความพยายามของอิหร่านในการจัดตั้งระบบจัดเก็บค่าธรรมเนียม ค่าผ่านทาง หรือการแสดงตนเข้าควบคุมน่านน้ำในช่องแคบฮอร์มุซโดยเด็ดขาด พร้อมทั้งร่วมกันประณามเหตุโจมตีด้วยอากาศยานไร้คนขับ (Drone) ของกลุ่มตัวแทนอิหร่านในอิรักที่เคยถล่มสิ่งปลูกสร้างพลเรือนในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ
ทว่าฝั่งกองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ยังคงส่งคำเตือนอย่างเด็ดขาดผ่านระบบความมั่นคง โดยระบุว่ากองทัพเรืออิหร่านพร้อมที่จะดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับเรือบรรทุกสินค้าหรือเรือเดินสมุทรลำใดก็ตามที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ข้อบังคับทางทะเลของอิหร่านอย่างเคร่งครัด