เนชั่นทีวี

ข่าว

‘ทรัมป์’ สั่งกองทัพโจมตีทางอากาศปลิดชีพผู้นำ ‘Tren de Aragua’ เสียชีวิตในเวเนซุเอลา

14 มิ.ย. 2569 | apirak_pra

‘ทรัมป์’ สั่งกองทัพโจมตีทางอากาศปลิดชีพผู้นำ ‘Tren de Aragua’ เสียชีวิตในเวเนซุเอลา

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แถลงความสำเร็จกองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศปลิดชีพ "นีโญ เกร์เรโร" ราชายาเสพติดและหัวหน้าแก๊งมาเฟียข้ามชาติ Tren de Aragua ณ ที่กบดาน หลังร่วมมือกับรัฐบาลใหม่เวเนซุเอลาในภารกิจนี้

สมรภูมิปราบปรามมาเฟียข้ามชาติทวีความร้อนแรงขั้นสูงสุด หลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา ออกมาประกาศความสำเร็จครั้งใหญ่ของกองทัพสหรัฐฯ ในการเปิดฉากโจมตีทางอากาศสังหาร "นีโญ เกร์เรโร" (Niño Guerrero) หัวหน้าแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติที่ทรงอิทธิพลและน่ากลัวที่สุดในละตินอเมริกาอย่างแก๊ง "Tren de Aragua" ได้สำเร็จ

ภายใต้ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกับรัฐบาลชุดใหม่ของเวเนซุเอลา โดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความพร้อมเปิดเผยคลิปวิดีโอปฏิบัติการจู่โจมผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ซึ่งปรากฏภาพอาคารสีเขียวและโรงเรือนข้างเคียงในพิกัดลับแห่งหนึ่งถูกระเบิดทำลายจนพังยับเยิน เศษซากปรักหักพังปลิวว่อนไปในอากาศ โดยทรัมป์ระบุว่า "ภายใต้คำสั่งการของผม กองบัญชาการภาคใต้ของสหรัฐฯ (US Southern Command) ได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศด้วยอาวุธนำวิถีอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด จนสามารถปลิดชีพ นีโญ เกร์เรโร ได้สำเร็จ" พร้อมทั้งเน้นย้ำว่าปฏิบัติการทางทหารในรอบนี้ได้รับการประสานงานอย่างรัดกุมร่วมกับพันธมิตรในเวเนซุเอลา ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศของเวเนซุเอลาได้ออกมาแถลงการณ์ยืนยันและนิยามว่าเป็น "ปฏิบัติการร่วมสากล"

ปฏิบัติการโจมตีโดยกองกำลังสหรัฐฯ ที่สังหาร "นีโญ เกร์เรโร" หัวหน้าแก๊งนักโทษเทรน เด อารากัว ในเวเนซุเอลา

แกะรอยความพินาศ "นีโญ เกร์เรโร" จากราชาคุกสุดหรูสู่หมายหัวเบอร์หนึ่งของสหรัฐฯ

สำหรับ นีโญ เกร์เรโร หรือชื่อจริงคือ เอกตอร์ รุสเทนฟอร์ด เกอร์เรโร โฟลเรส (Héctor Rusthenford Guerrero Flores) คือจอมทัพผู้อยู่เบื้องหลังการแผ่ขยายอำนาจมืดของแก๊ง Tren de Aragua จากกลุ่มมาเฟียในคุกท้องถิ่นก้าวขึ้นมาเป็น "องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ" ที่ขยายรากฐานเข้าไปในโคลอมเบีย เอกวาดอร์ เปรู ชิลี รวมถึงมีเครือข่ายหลบซ่อนอยู่ในสหรัฐฯ โดยแปรเปลี่ยนรายได้จากการรีดไถกลุ่มผู้ลี้ภัยเข้าสู่ธุรกิจค้ามนุษย์ ลักพาตัวเรียกค่าไถ่ มือปืนรับจ้าง และการเข้ายึดครองเหมืองทองคำในรัฐโบลิวาร์

เส้นทางชีวิตของเกร์เรโรเต็มไปด้วยความโลดโผน โดยในปี 2555 เขาเคยแหกคุกด้วยการติดสินบนเจ้าหน้าที่ ก่อนจะถูกจับกุมกลับมาอีกครั้งในปี 2556 และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่เขาเปลี่ยน "คุกโตโกรง" (Tocorón Prison) ทางตอนเหนือของเวเนซุเอลาให้กลายเป็นอาณาจักรส่วนตัวและรีสอร์ตสุดหรูหรา ซึ่งด้านในเพียบพร้อมไปด้วยสวนสัตว์ ร้านอาหารห้าดาว ไนต์คลับ บ่อนพนัน และสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ จนกระทั่งในเดือนกันยายน 2566 อดีตประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร ต้องส่งกองทัพทหารกว่า 11,000 นายเข้ายึดคุกคืน แต่เกร์เรโรก็สามารถหลบหนีไปได้ล่วงหน้า จนรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องตั้งค่าหัวสูงถึงหลายล้านดอลลาร์

"นีโญ เกร์เรโร" หัวหน้าแก๊งนักโทษเทรน เด อารากัว ในเวเนซุเอลา

พลิกหมากการเมือง: ดีลลับรัฐบาลใหม่แปรผันสู่ภารกิจลับดับมาเฟีย

ระบบความสัมพันธ์และการเปลี่ยนผ่านนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของภารกิจสังหารในรอบนี้ ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐฯ ได้เปิดปฏิบัติการจู่โจมยามค่ำคืนบุกเข้าควบคุมตัว นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาในขณะนั้น ออกจากทำเนียบเพื่อนำตัวไปดำเนินคดีอาญาข้อหาร่วมมือกับแก๊งยาเสพติดที่กรุงนิวยอร์ก ซึ่งในใบสั่งฟ้องระบุชื่อของ นีโญ เกร์เรโร เป็นผู้ร่วมสมคบคิดด้วย

หลังจากล้มระบอบมาดูโรลงได้ สหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ได้ปรับหมากขยับเข้าหาและกระชับความสัมพันธ์กับ เดลซี โรดริเกซ (Delcy Rodríguez) ผู้นำคนใหม่ของเวเนซุเอลา ทันที โดยสหรัฐฯ ยอมประกาศยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรภาพรวมทั้งหมด เพื่อแลกกับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในการเข้าถึงและขุดเจาะ "แหล่งน้ำมันสำรองของเวเนซุเอลา" ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีทรัพยากรน้ำมันหนาแน่นและมากที่สุดในโลก นำมาสู่ความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองและเปิดทางให้กองทัพสหรัฐฯ บินเข้ามาทิ้งระเบิดถล่มหัวหน้าแก๊งวายร้ายเสียชีวิตในที่เกิดเหตุในรอบนี้

 

นักกฎหมายท้วงวิกฤต: วิจารณ์ยับทรัมป์สั่งโจมตีเรือประมงคร่าชีวิตกว่า 200 ศพโดยไร้กระบวนการยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการกวาดล้างแก๊ง Tren de Aragua ของรัฐบาลทรัมป์กำลังเผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างหนักหน่วง ข้อมูลจากสื่อท้องถิ่นระบุว่า นับตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศทิ้งระเบิดใส่เรือประมงและเรือขนส่งในน่านน้ำสากลไปแล้วหลายสิบครั้ง โดยอ้างว่าเป็นเรือลักลอบขนยาเสพติดของเครือข่ายนี้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้ว มากกว่า 200 ราย

ประเด็นข้อพิพาทสำคัญคือ จนถึงปัจจุบันกองทัพสหรัฐฯ ยังไม่เคยแสดงหลักฐานหรือข้อเท็จจริงต่อสาธารณชนเลยว่า เรือที่ถูกโจมตีเหล่านั้นซุกซ่อนยาเสพติดหรือมีอาชญากรอยู่จริงหรือไม่ ทำให้นักกฎหมายสากลออกมารุมวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงว่า การกระทำของทรัมป์เข้าข่ายละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศในการจงใจสังหารพลเรือนโดยไม่มีกระบวนการยุติธรรมรองรับ ทว่าทำเนียบขาวได้ส่งเอกสารงบประมาณชี้แจงต่อรัฐสภาล่วงหน้าอย่างเด็ดขาดว่า ปฏิบัติการทั้งหมดถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์ได้ใช้อำนาจประกาศเกณฑ์ประเมินให้ "แก๊งยาเสพติด" มีสถานะเป็นกองกำลังติดอาวุธในสงคราม และลูกเรือบนเรือขนส่งเหล่านั้นมีสถานะเป็น "นักรบ/ผู้ทำการรบ" (Combatants) สหรัฐฯ จึงมีสิทธิ์ปลิดชีพได้ทันทีในฐานะคู่สงคราม