เนชั่นทีวี

ข่าว

สหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำ ‘Alibaba, BYD, Baidu’ เป็นบริษัททหารจีนช็อกตลาดโลก

09 มิ.ย. 2569 | apirak_pra

สหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำ ‘Alibaba, BYD, Baidu’ เป็นบริษัททหารจีนช็อกตลาดโลก

เพนตากอนยกระดับสงครามเทคโนโลยี ประกาศขึ้นบัญชีดำบริษัทยักษ์ใหญ่จีน ทั้ง Alibaba, BYD และ Baidu เป็น "บริษัททหารจีน" ตัดสิทธิ์ฮุบสัญญาความมั่นคงสหรัฐฯ ด้านสถานทูตจีนจวกยับไร้ความยุติธรรม

เพนตากอนยกระดับสงครามเทคโนโลยี ประกาศขึ้นบัญชีดำบริษัทยักษ์ใหญ่จีน ทั้ง Alibaba, BYD และ Baidu เป็น "บริษัททหารจีน" ตัดสิทธิ์ฮุบสัญญาความมั่นคงสหรัฐฯ ด้านสถานทูตจีนจวกยับไร้ความยุติธรรม

KEY

POINTS

  • กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ประกาศขึ้นบัญชีดำบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีน ได้แก่ อาลีบาบา, บีวายดี และไป่ตู้ ในฐานะ "บริษัททหารจีน"
  • บริษัทที่ถูกขึ้นบัญชีดำจะถูกตัดสิทธิ์และห้ามเข้าร่วมในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างด้านการป้องกันประเทศของสหรัฐฯ ทั้งหมด
  • เหตุผลในการขึ้นบัญชีดำคือข้อกล่าวหาว่าบริษัทเหล่านี้มีส่วนสนับสนุนยุทธศาสตร์ "การหลอมรวมทหาร-พลเรือน" ของรัฐบาลจีน
  • สถานทูตจีนได้ออกมาประณามการกระทำของสหรัฐฯ ว่าเป็นการเลือกปฏิบัติและใช้ประเด็นความมั่นคงแห่งชาติเป็นเครื่องมือทางการค้า

สงครามเทคโนโลยีและการค้าเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสองมหาอำนาจโลก ทวีความตึงเครียดและสุ่มเสี่ยงที่จะสั่นสะเทือนระบบเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง จากรายงานล่าสุดของสำนักข่าวต่างประเทศระบุว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือ เพนตากอน (Pentagon) ได้ประกาศยกระดับมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหญ่ ด้วยการสั่งบรรจุชื่อกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ของประเทศจีน ซึ่งประกอบด้วย อาลีบาบา (Alibaba), บีวายดี (BYD) และ ไป่ตู้ (Baidu) เข้าสู่บัญชีดำ "บริษัททหารจีน" (Chinese military companies) อย่างเป็นทางการ ซึ่งความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ถือเป็นการขยายวงบัญชีดำเข้าสู่แบรนด์สินค้าเชิงพาณิชย์ที่ทรงอิทธิพลและเป็นที่รู้จักของสากลโลกมากที่สุด

ปฏิบัติการอัปเดตรายชื่อประจำปีของเพนตากอนเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้จำนวนเม็ดเงินและรายชื่อบริษัทจีนที่ถูกตราหน้าว่าเป็นท่อน้ำเลี้ยงหรือให้การสนับสนุนกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) พุ่งทะยานขึ้นเป็น 188 บริษัททันที จากเดิมที่มีเพียง 134 บริษัทในปี 2568 โดยกลุ่มบริษัทที่ถูกขึ้นบัญชีดำเหล่านี้จะถูกตัดสิทธิ์และ "สั่งห้ามเข้าร่วมพิจารณาในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างด้านการป้องกันประเทศของสหรัฐฯ" (US defence contracts) ทั้งหมด ซึ่งจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการภายในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้

สหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำ ‘Alibaba, BYD, Baidu’ เป็นบริษัททหารจีนช็อกตลาดโลก

เปิดข้อกำหนดเพนตากอน: คุมเข้มกลยุทธ์ "หลอมรวมทหาร-พลเรือน" ของปักกิ่ง

สำหรับนิยามและหลักเกณฑ์ที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ นำมาใช้พิจารณาขึ้นบัญชีดำ ซึ่งจัดตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2564 ระบุว่า "บริษัททหารจีน" หมายถึง นิติบุคคลหรือองค์กรธุรกิจใดๆ ที่มีกองทัพจีนเป็นเจ้าของ หรืออยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพ หรือเป็นบริษัทที่มีส่วนร่วมและมีส่วนช่วยสนับสนุนต่อกลยุทธ์ "การหลอมรวมทหาร-พลเรือน" (Military-Civil Fusion) ของรัฐบาลปักกิ่ง ซึ่งหมายถึงยุทธศาสตร์ความมั่นคงของจีนในการนำผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมจากภาคพลเรือนไปประยุกต์และควบรวมเข้ากับงานด้านการป้องกันประเทศและการทหาร โดยเงื่อนไขสำคัญคือบริษัทเหล่านั้นจะต้องมีการดำเนินงานหรือมีฐานธุรกิจตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกาด้วย จึงจะเข้าข่ายด่านตรวจพิจารณาชิ้นนี้

การประกาศขึ้นบัญชีดำในรอบนี้สร้างความช็อกให้แก่แวดวงธุรกิจโลก เนื่องจากทั้ง 3 บริษัทถือเป็น "หัวหมู่" พลเรือนที่ทรงอิทธิพลสูงสุดในตลาดยุคปัจจุบัน โดย อาลีบาบา คือยักษ์ใหญ่หมายเลขหนึ่งในวงการอีคอมเมิร์ซ, ไป่ตู้ คือมหาอำนาจด้านเสิร์ชเอนจินและเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ขณะที่ บีวายดี คือค่ายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มียอดขายสูงสุดระดับโลก ซึ่งทิศทางการแบล็กลิสต์แบรนด์พลเรือนรอบนี้เดินตามรอยปีที่แล้วที่สหรัฐฯ เพิ่งสั่งขึ้นบัญชีดำ เทนเซ็นต์ (Tencent) เจ้าของแอปพลิเคชันวีแชท (WeChat) ไปหมาดๆ นอกจากนี้ยังมีบริษัทไฮเทคอย่าง โรโบเซนส์ เทคโนโลยี (RoboSense Technology) ยักษ์ใหญ่ด้านปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์จากเซินเจิ้น รวมถึง ยูนิตรี โรโบติกส์ (Unitree Robotics) ร่วมโดนหางเลขในคราวนี้ด้วย

สหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำ ‘Alibaba, BYD, Baidu’ เป็นบริษัททหารจีนช็อกตลาดโลก

สถานทูตจีนประจำวอชิงตันเดือด! ตราหน้าสหรัฐฯ "เลือกปฏิบัติ-ลากความมั่นคงเกินขอบเขต"

หลังกระแสข่าวแบล็กลิสต์สะพัดออกไป สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงวอชิงตัน ดีซี ได้ออกแถลงการณ์ประณามปฏิบัติการของทำเนียบขาวอย่างดุเดือด โดยตราหน้ามาตรการดังกล่าวว่าเป็นพฤติกรรมที่ "เลือกปฏิบัติ" (Discriminatory) อย่างป่าเถื่อน และเป็นตัวอย่างที่เด่นชัดของการที่รัฐบาลสหรัฐฯ พยายาม "ขยายขอบเขตและบิดเบือน" แนวคิดเรื่องความมั่นคงแห่งชาติ (National security) จนเกินความเป็นจริงเพื่อใช้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งทางการค้า

"บริษัทจีนทุกแห่งที่ดำเนินธุรกิจในต่างประเทศต่างปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับของประเทศเจ้าบ้านอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด ฝ่ายสหรัฐฯ ควรยุติแนวทางปฏิบัติที่ผิดพลาดเหล่านี้ และหันมาสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ยุติธรรม เป็นธรรม และปราศจากการเลือกปฏิบัติต่อบริษัทของจีนอย่างแท้จริง" โฆษกสถานทูตจีน กล่าวแถลงอย่างแข็งกร้าว

ขณะที่ภาพรวมทางการเมืองโลก มาตรการขยายบัญชีดำครั้งนี้เกิดขึ้นไม่ถึงหนึ่งเดือนหลังจากที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เพิ่งจะเสร็จสิ้นการเดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดทวิภาคีเป็นเวลา 2 วันกับประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ณ กรุงปักกิ่ง ซึ่งในเวลานั้นทั้งสองฝ่ายต่างแสดงท่าทีประสานรอยร้าวเพื่อหวังลดอุณหภูมิความตึงเครียดของสงครามการค้าและสงครามเทคโนโลยีที่ลากยาวมาหลายปี การขยับหมากของเพนตากอนในวันนี้จึงกลายเป็นมรสุมลูกใหม่ที่ทำลายกระบวนการทูตหลังฉากโดยสิ้นเชิง

 

อดีตผู้เชี่ยวชาญ CIA สับยับแทกติกสหรัฐฯ ชี้เป็นแค่ "ละครฉากใหญ่"

เดนนิส ไวล์เดอร์ (Dennis Wilder) ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งอดีตเคยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงคุมแฟ้มงานจีนประจำสำนักข่าวกรองกลาง (CIA) และสภาความมั่นคงแห่งชาติประจำทำเนียบขาว ได้ออกมาแสดงทัศนะเชิงลบและตั้งข้อกังขาถึงความเป็นไปได้ในการบังคับใช้กฎหมายด่านนี้อย่างตรงไปตรงมา โดยชี้ว่ามาตรการแบล็กลิสต์แบบหว่านแห (Broad-brush) ในลักษณะนี้ไม่มีทางประสบความสำเร็จในเชิงปฏิบัติทางเศรษฐกิจ

"แม้ว่ามาตรการนี้อาจจะทำให้บริษัทอเมริกันบางแห่งเริ่มมีความหวาดระแวงในการเข้าไปเซ็นสัญญาติดต่อกับองค์กรธุรกิจที่ถูกขึ้นป้ายเตือน แต่ในความเป็นจริง บริษัทสัญชาติสหรัฐฯ จำนวนมากมีความสัมพันธ์เชิงพาณิชย์ที่ลึกซึ้งและฝังรากร่วมกับยักษ์ใหญ่จีนเหล่านี้มานานหลายปี และพวกเขาย่อมไม่มีวันยอมสละผลประโยชน์ทางธุรกิจเหล่านั้นแน่นอน เว้นแต่รัฐบาลสหรัฐฯ จะกล้าลงโทษด้วยการปรับเงินรุนแรงจริงๆ ซึ่งการคว่ำบาตรที่ขยายวงกว้างกวาดทุกแบรนด์พลเรือนแบบนี้คือมาตรการที่ใช้ไม่ได้ผล และตราบใดที่สหรัฐฯ ยังไม่กล้าพังทลายแยกห่วงโซ่อุปทานออกจากเศรษฐกิจจีนอย่างเด็ดขาด (Decouple) มาตรการคว่ำบาตรเหล่านี้ก็เป็นเพียงแค่ 'การแสดงละครฉากใหญ่' (Performative) เพื่อหวังผลทางการเมืองในบ้านตัวเองเท่านั้น" ไวล์เดอร์ กล่าวสรุปทิ้งท้ายอย่างเข้มข้น