สถานทูตจีนประจำวอชิงตันเดือด! ตราหน้าสหรัฐฯ "เลือกปฏิบัติ-ลากความมั่นคงเกินขอบเขต"
หลังกระแสข่าวแบล็กลิสต์สะพัดออกไป สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงวอชิงตัน ดีซี ได้ออกแถลงการณ์ประณามปฏิบัติการของทำเนียบขาวอย่างดุเดือด โดยตราหน้ามาตรการดังกล่าวว่าเป็นพฤติกรรมที่ "เลือกปฏิบัติ" (Discriminatory) อย่างป่าเถื่อน และเป็นตัวอย่างที่เด่นชัดของการที่รัฐบาลสหรัฐฯ พยายาม "ขยายขอบเขตและบิดเบือน" แนวคิดเรื่องความมั่นคงแห่งชาติ (National security) จนเกินความเป็นจริงเพื่อใช้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งทางการค้า
"บริษัทจีนทุกแห่งที่ดำเนินธุรกิจในต่างประเทศต่างปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับของประเทศเจ้าบ้านอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด ฝ่ายสหรัฐฯ ควรยุติแนวทางปฏิบัติที่ผิดพลาดเหล่านี้ และหันมาสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ยุติธรรม เป็นธรรม และปราศจากการเลือกปฏิบัติต่อบริษัทของจีนอย่างแท้จริง" โฆษกสถานทูตจีน กล่าวแถลงอย่างแข็งกร้าว
ขณะที่ภาพรวมทางการเมืองโลก มาตรการขยายบัญชีดำครั้งนี้เกิดขึ้นไม่ถึงหนึ่งเดือนหลังจากที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เพิ่งจะเสร็จสิ้นการเดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดทวิภาคีเป็นเวลา 2 วันกับประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ณ กรุงปักกิ่ง ซึ่งในเวลานั้นทั้งสองฝ่ายต่างแสดงท่าทีประสานรอยร้าวเพื่อหวังลดอุณหภูมิความตึงเครียดของสงครามการค้าและสงครามเทคโนโลยีที่ลากยาวมาหลายปี การขยับหมากของเพนตากอนในวันนี้จึงกลายเป็นมรสุมลูกใหม่ที่ทำลายกระบวนการทูตหลังฉากโดยสิ้นเชิง
อดีตผู้เชี่ยวชาญ CIA สับยับแทกติกสหรัฐฯ ชี้เป็นแค่ "ละครฉากใหญ่"
เดนนิส ไวล์เดอร์ (Dennis Wilder) ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งอดีตเคยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงคุมแฟ้มงานจีนประจำสำนักข่าวกรองกลาง (CIA) และสภาความมั่นคงแห่งชาติประจำทำเนียบขาว ได้ออกมาแสดงทัศนะเชิงลบและตั้งข้อกังขาถึงความเป็นไปได้ในการบังคับใช้กฎหมายด่านนี้อย่างตรงไปตรงมา โดยชี้ว่ามาตรการแบล็กลิสต์แบบหว่านแห (Broad-brush) ในลักษณะนี้ไม่มีทางประสบความสำเร็จในเชิงปฏิบัติทางเศรษฐกิจ
"แม้ว่ามาตรการนี้อาจจะทำให้บริษัทอเมริกันบางแห่งเริ่มมีความหวาดระแวงในการเข้าไปเซ็นสัญญาติดต่อกับองค์กรธุรกิจที่ถูกขึ้นป้ายเตือน แต่ในความเป็นจริง บริษัทสัญชาติสหรัฐฯ จำนวนมากมีความสัมพันธ์เชิงพาณิชย์ที่ลึกซึ้งและฝังรากร่วมกับยักษ์ใหญ่จีนเหล่านี้มานานหลายปี และพวกเขาย่อมไม่มีวันยอมสละผลประโยชน์ทางธุรกิจเหล่านั้นแน่นอน เว้นแต่รัฐบาลสหรัฐฯ จะกล้าลงโทษด้วยการปรับเงินรุนแรงจริงๆ ซึ่งการคว่ำบาตรที่ขยายวงกว้างกวาดทุกแบรนด์พลเรือนแบบนี้คือมาตรการที่ใช้ไม่ได้ผล และตราบใดที่สหรัฐฯ ยังไม่กล้าพังทลายแยกห่วงโซ่อุปทานออกจากเศรษฐกิจจีนอย่างเด็ดขาด (Decouple) มาตรการคว่ำบาตรเหล่านี้ก็เป็นเพียงแค่ 'การแสดงละครฉากใหญ่' (Performative) เพื่อหวังผลทางการเมืองในบ้านตัวเองเท่านั้น" ไวล์เดอร์ กล่าวสรุปทิ้งท้ายอย่างเข้มข้น