เนชั่นทีวี

ข่าว

บัณฑิตเคนยาเคว้งไร้งานทำ ผันตัวใช้ AI ทำเกษตรอัจฉริยะ

07 มิ.ย. 2569 | apirak_pra

บัณฑิตเคนยาเคว้งไร้งานทำ ผันตัวใช้ AI ทำเกษตรอัจฉริยะ

ส่องโมเดลคนรุ่นใหม่เคนยา พึ่งพาเทคโนโลยีและแอปพลิเคชัน AI พลิกวิกฤตตกงานสู่เกษตรกรรมอัจฉริยะสร้างรายได้หลักหมื่นต่อวัน บทเรียนสำคัญที่เกษตรกรไทยน่าเอาเป็นตัวอย่าง

วิกฤตการณ์ขาดแคลนงานในระบบ (White-collar jobs) กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของคนรุ่นใหม่ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ทว่าในประเทศเคนยา วิกฤตนี้กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมที่น่าทึ่ง

จากรายงานเชิงลึกของสำนักข่าวอัลจาซีรา (Al Jazeera) เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2569 เผยแพร่ผ่านบทความของ ฟาราย ชอว์น มาติอาสเช (Farai Shawn Matiashe) ระบุว่า กลุ่มบัณฑิตจบใหม่และเยาวชนคนรุ่นใหม่ในประเทศเคนยา โดยเฉพาะในแถบเทศมณฑลเคริโช (Kericho County) ได้ตัดสินใจหันหลังให้กับการตระเวนหางานออฟฟิศ แล้วหันมาควบรวมทักษะดิจิทัล เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแอปพลิเคชันบนมือถือ เข้ากับวิถีเกษตรกรรมดั้งเดิม จนสามารถสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงด้วยตัวเอง ซึ่งถือเป็นโมเดลต้นแบบที่เกษตรกรบ้านเราต้องนำมาเป็นตัวอย่างในการปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล

ข้อมูลจากองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่า ค่าเฉลี่ยอายุของเกษตรกรในทวีปแอฟริกาในปัจจุบันอยู่ที่ 60 ปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับประเทศไทยที่กำลังเผชิญภาวะเกษตรกรสูงวัย ทว่าเยาวชนเคนยากลุ่มนี้ได้เข้ามาทลายกำแพงความเชื่อเดิมๆ ด้วยการพิสูจน์ให้เห็นว่า การนำเทคโนโลยีและระเบียบวินัยมาใช้อย่างเป็นระบบ สามารถเปลี่ยนผืนดินให้กลายเป็นแหล่งขุมทรัพย์และสร้างรายได้มหาศาลที่จับต้องได้จริง

ภาพจาก Al Jazeera

"เชปโคริร โรติช" จากบัณฑิตตกงาน ปั้นสื่อโซเชียลแชร์ความรู้เกษตรยุคใหม่

เชปโคริร โรติช (Chepkorir Rotich) คุณแม่ลูกสองวัย 33 ปี เล่าว่า หลังจากเรียนจบวิทยาลัยเธอใช้เวลานานเกินไปในการตระเวนหางานประจำในกรุงไนโรบี และต้องจำใจรับงานสัญญาจ้างที่ให้ค่าจ้างสูงสุดเพียงเดือนละประมาณ 200 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7,000 บาท) ซึ่งไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพ เธอจึงตัดสินใจเบนเข็มชีวิต เริ่มต้นทำเกษตรกรรมผสมผสานในพื้นที่รอบบ้านเช่า โดยส่งผักและน้ำนมขายให้แก่เจ้าของบ้านเช่าจนสามารถหักลบกลบค่าเช่าบ้านในแต่ละเดือนได้สำเร็จ

ปัจจุบันเธอใช้ประโยชน์จากสื่อโซเชียลมีเดียในการทำการตลาดพืชผลทางการเกษตร พร้อมทั้งทำคอนเทนต์วิดีโอผ่านช่อง YouTube เพื่อแบ่งปันองค์ความรู้ด้านการทำเกษตรสมัยใหม่ให้แก่กลุ่มผู้ติดตามเกือบ 50,000 คน โดยเธอเน้นย้ำว่าหัวใจสำคัญที่ทำให้รอดคือ "ความหลงใหลและความสม่ำเสมอ" ซึ่งเป็นสิ่งที่เกษตรกรยุคใหม่ต้องมีเพื่อก้าวข้ามช่วงเริ่มต้นให้ได้

ภาพจาก Al Jazeera

"เจฟฟรีย์ คิปฮอป" ไอทีหัวกะทิ รันระบบ AI คุมโรคพืชและสุขภาพโคนม

อีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจคือ เจฟฟรีย์ คิปฮอป (Geoffrey Kiprop) วัย 32 ปี บัณฑิตปริญญาตรีสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ปี 2017 ที่ผันตัวมาทำเกษตรผสมผสาน ทั้งการปลูกชา, กาแฟ, พริกหยวก, กะหล่ำปลี ควบคู่กับการเลี้ยงโคนมและไก่ไข่ จนสามารถสร้างรายได้สูงถึงวันละ 7,000 ชิลลิงเคนยา (ประมาณ 54 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 2,000 บาทต่อวัน) ซึ่งคิปฮอปได้นำทักษะด้านไอทีมาประยุกต์ใช้ในการทำฟาร์ม โดยเลือกใช้ 3 แอปพลิเคชัน AI ระดับโลกเข้ามาบริหารจัดการฟาร์ม ซึ่งเป็นระบบที่เกษตรกรไทยสามารถเรียนรู้และนำมาปรับใช้ได้จริง

  • Plantix App: แอปพลิเคชัน AI ที่เพียงแค่ถ่ายภาพพืชที่มีอาการผิดปกติและอัปโหลดขึ้นระบบ ตัวแอปจะทำหน้าที่ประเมินและตรวจจับโรคพืชรวมถึงภาวะขาดสารอาหารของพืชได้อย่างแม่นยำ พร้อมแจ้งเตือนสภาพอากาศและคำแนะนำในการดูแลพืชตามฤดูกาล

  • Virtual Agronomist: แพลตฟอร์ม AI อัจฉริยะที่ทำงานร่วมกับ Google Maps เพื่อระบุพิกัดและขนาดพื้นที่เพาะปลูก โดยระบบจะวิเคราะห์สารอาหารในดินเพื่อสร้าง "แผนการจัดการสารอาหาร" (Nutrient plan) คอยไกด์บอกเกษตรกรว่าดินขาดสารอาหารประเภทใดและต้องเติมในปริมาณเท่าใดจึงจะคุ้มค่าที่สุด

  • Digicow App: แอปพลิเคชันช่วยบริหารจัดการฟาร์มโคนม คอยติดตามและบันทึกกิจกรรมประจำวัน ปริมาณน้ำนมที่จำหน่าย สถิติการกินอาหารและการดูแลสุขภาพของโค ทำให้เกษตรกรบริหารต้นทุนและพลิกทำกำไรได้อย่างแม่นยำ

 

ขยายผลสู่สถาบันการศึกษา: บทเรียนที่ภาครัฐและเกษตรกรไทยต้องเร่งเดินหน้า

ทางด้าน คิริงไก คาเมา (Kiringai Kamau) ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์เกษตรจากมหาวิทยาลัยไนโรบี ได้เน้นย้ำว่า กลุ่มคนรุ่นใหม่คือตัวแปรสำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านภาคเกษตรกรรมดั้งเดิมไปสู่ยุคดิจิทัล เพราะเข้าใจเทคโนโลยีได้ดีที่สุด ด้วยเหตุนี้ ทางมหาวิทยาลัยมูรังกา (Murang'a University) จึงได้จัดตั้ง "ศูนย์การเรียนรู้เกษตรนิเวศและปัญญาประดิษฐ์" (Devolution agroecology and AI learning centre) เพื่อฝึกอบรมเยาวชนให้สามารถใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศข้อมูลทางการเกษตร (Agricultural data ecosystem) ในการวางแผนเพาะปลูก

เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย ท่ามกลางปัญหาราคาพืชผลตกต่ำและสภาพอากาศแปรปรวน โมเดลเกษตรกรอัจฉริยะของคนรุ่นใหม่ในเคนยาจึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า เกษตรกรไทยในปัจจุบันจะพึ่งพาเพียงแค่แรงงานและความรู้เดิมๆ ไม่ได้อีกต่อไป แต่ต้องเริ่มเปิดใจเรียนรู้เทคโนโลยี นำระบบ AI และเครื่องมือดิจิทัลเข้ามาช่วยคิด วิเคราะห์ และบริหารจัดการฟาร์มอย่างเป็นระบบ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสร้างช่องทางรายได้ใหม่ๆ ให้ยั่งยืนในระยะยาว