2. บิ๊กแอนโทรปิกหนุนวาติกัน ชี้ปล่อยให้บริษัทเทคโนโลยีคุมชะตาฝ่ายเดียวไม่ได้
ด้าน คริสโตเฟอร์ โอลาห์ ผู้ร่วมก่อตั้งแอนโทรปิก ได้กล่าวสนับสนุนแนวพระราชดำริขององค์พระสันตะปาปา โดยยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์จะปล่อยให้อยู่ภายใต้การตัดสินใจของบริษัทเทคโนโลยีเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ แต่จำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบเชิงรุกจากผู้นำศาสนา รัฐบาล และภาคประชาสังคม
โอลาห์เตือนว่า มีความเป็นไปได้สูงมากที่ AI จะเข้ามาทดแทนและแย่งชิงตลาดแรงงานของมนุษย์ในสเกลที่ใหญ่มากในอนาคต ซึ่งหากวันนั้นมาถึง การช่วยเหลือผู้ตกงานจะกลายเป็นพันธกรณีทางจริยธรรมครั้งประวัติศาสตร์ พร้อมยอมรับว่าบริษัทเอกชนมักทำงานภายใต้ข้อจำกัดและแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์รวมถึงการค้า ซึ่งบางครั้งขัดแย้งกับการทำในสิ่งที่ถูกต้องเพื่อผลประโยชน์ของสังคม การมีกลไกตรวจสอบจากภายนอกจึงเป็นสิ่งจำเป็นวิกฤต
3. จารึกหน้าประวัติศาสตร์: โป๊ปขอขมาในนามศาสนจักร ปมละเลยและคว่ำบาตรระบบทาสล่าช้า
นอกเหนือจากประเด็นเทคโนโลยีล้ำยุค สมณสาส์นฉบับนี้ยังสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในเชิงประวัติศาสตร์ เมื่อโป๊ปเลโอผู้ซึ่งมีประวัติศาสตร์ของตระกูลเชื่อมโยงกับทั้งกลุ่มทาสและผู้ครอบครองทาส ได้ทรงกล่าวคำขออภัยอย่างจริงใจในนามของคริสตจักรคาทอลิกต่อกรณีความล่าช้าในอดีตในการประณามระบอบค้ามนุษย์และระบบทาส โดยทรงตราหน้าว่าเป็น "บาดแผลลึกในความทรงจำของคริสตชน"
นักวิชาการด้านเทววิทยาตั้งข้อสังเกตสำคัญว่า แม้ในอดีตพระสันตะปาปาหลายพระองค์จะเคยกล่าวขออภัยต่อบทบาทของคริสตชนในเส้นทางการค้าทาสข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกมาบ้างแล้ว แต่ทว่า "ไม่เคยมีพระสันตะปาปาพระองค์ใดในประวัติศาสตร์" ที่ออกมากล่าวยอมรับและขอขมาอย่างเป็นทางการต่อกรณีที่อดีตพระสันตะปาปาในยุคโบราณเคยออกโองการทางศาสนาประทานสิทธิ์ขาดให้แก่กษัตริย์ยุโรปในการเข้ายึดครองและบังคับให้ผู้เห็นต่างตกเป็นทาส ซึ่งการขยับเชิงรุกของโป๊ปเลโอในรอบนี้ถือเป็นการเผชิญหน้ากับความจริงทางประวัติศาสตร์ด้วยความทะลุปรุโปร่ง