เนชั่นทีวี

ข่าว

"โป๊ปเลโอ" คลอดสมณสาส์นประณาม "วัฒนธรรมอำนาจ AI" จี้ลดอาวุธเทคโนโลยีไฮเทค

26 พ.ค. 2569 | apirak_pra

"โป๊ปเลโอ" คลอดสมณสาส์นประณาม "วัฒนธรรมอำนาจ AI" จี้ลดอาวุธเทคโนโลยีไฮเทค

สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอ ทรงประกาศสมณสาส์นหลักฉบับแรก "Magnifica Humanitas" ประณามการใช้ AI ในสงครามและการผูกขาดข้อมูล ชี้เป็นภัยคุกคามมนุษยชาติ พร้อมขออภัยปมทาสในอดีต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครรัฐวาติกัน เมื่อวันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอ (Pope Leo) พระสันตะปาปาพระองค์แรกในประวัติศาสตร์ที่ประสูติในสหรัฐอเมริกา (ชิคาโก) ได้ทรงสร้างความตื่นตะลึงด้วยการทำลายธรรมเนียมปฏิบัติดั้งเดิม โดยทรงเสด็จมาเป็นผู้แถลงและเปิดตัวสมณสาส์นด้วยพระองค์เอง ซึ่งเอกสารดังกล่าวมีชื่อว่า "Magnifica Humanitas" (มนุษยชาติอันสง่างาม) ถือเป็นตราสารคำสอนขั้นสูงสุดที่ส่งตรงถึงคริสตชนคาทอลิกกว่า 1.4 พันล้านคนทั่วโลก เพื่อกำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์และจริยธรรมต่อสังคม

ภายในงานแถลงข่าวครั้งนี้ มีบุคคลสำคัญในแวดวงเทคโนโลยีความมั่นคงเข้าร่วมเกาะติดอย่างหนาตา รวมถึง คริสโตเฟอร์ โอลาห์ (Christopher Olah) ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทแอนโทรปิก (Anthropic) ยักษ์ใหญ่ด้าน AI ของสหรัฐฯ ซึ่งกำลังติดหล่มเผชิญข้อพิพาททางกฎหมายอย่างรุนแรงกับรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในประเด็นจริยธรรมเทคโนโลยี

"โป๊ปเลโอ" คลอดสมณสาส์นประณาม "วัฒนธรรมอำนาจ AI" จี้ลดอาวุธเทคโนโลยีไฮเทค

1. จี้ "ลดอาวุธ AI" สกัดระบบอัตโนมัติคุมโลก-เตือนซิลิคอนแวลลีย์ผูกขาดข้อมูลทำเหลื่อมล้ำ

เนื้อหาในสมณสาส์นฉบับประวัติศาสตร์นี้ โป๊ปเลโอทรงส่งสารเตือนอย่างตรงไปตรงมาถึงวิกฤตความมั่นคงโลก โดยระบุว่า AI กำลังเข้ามามีส่วนสำคัญในการทำให้ "สงครามกลายเป็นเรื่องปกติ" ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ทรงเรียกร้องให้มีการ "ลดอาวุธ AI" (Disarming AI) เพื่อปลดปล่อยเทคโนโลยีจากการแข่งขันที่บ้าคลั่ง

"การพัฒนาและใช้งานปัญญาประดิษฐ์ในระบบการทำสงคราม จำเป็นต้องอยู่ภายใต้กรอบข้อจำกัดทางจริยธรรมที่เข้มงวดกวดขันที่สุด เพื่อรับประกันความเคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความศักดิ์สิทธิ์ของชีวิต ป้องกันไม่ให้เกิดการแข่งขันสะสมอาวุธไฮเทคชนิดนี้ เนื่องจากระบบอาวุธแบบอัตโนมัติบางประเภทในปัจจุบัน ได้พัฒนาไปไกลจนแทบจะอยู่เหนือขอบเขตการควบคุมของมนุษย์แล้ว การลดอาวุธไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธเทคโนโลยี แต่คือการป้องกันไม่ให้มันเข้ามาครอบงำและกดขี่มนุษยชาติ" สมณสาส์นระบุ

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงส่งสารไปยังกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ในซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) โดยทรงเตือนว่าในปัจจุบัน อำนาจเหนือระบบดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐาน และคลังข้อมูลมหาศาล ไม่ได้ตกอยู่กับรัฐบาลอีกต่อไป แต่กลับไปกระจุกตัวอยู่ในมือของนักแสดงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีเพียงไม่กี่ราย ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวจะทำให้ระบบขาดความโปร่งใส เลี่ยงการตรวจสอบจากสาธารณะ และจะนำไปสู่ "รูปแบบการพัฒนาที่บิดเบี้ยว" จนเกิดการกีดกัน ดึงรั้ง และสร้างความเหลื่อมล้ำครั้งใหม่ในสังคม

"โป๊ปเลโอ" คลอดสมณสาส์นประณาม "วัฒนธรรมอำนาจ AI" จี้ลดอาวุธเทคโนโลยีไฮเทค

2. บิ๊กแอนโทรปิกหนุนวาติกัน ชี้ปล่อยให้บริษัทเทคโนโลยีคุมชะตาฝ่ายเดียวไม่ได้

ด้าน คริสโตเฟอร์ โอลาห์ ผู้ร่วมก่อตั้งแอนโทรปิก ได้กล่าวสนับสนุนแนวพระราชดำริขององค์พระสันตะปาปา โดยยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์จะปล่อยให้อยู่ภายใต้การตัดสินใจของบริษัทเทคโนโลยีเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ แต่จำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบเชิงรุกจากผู้นำศาสนา รัฐบาล และภาคประชาสังคม

โอลาห์เตือนว่า มีความเป็นไปได้สูงมากที่ AI จะเข้ามาทดแทนและแย่งชิงตลาดแรงงานของมนุษย์ในสเกลที่ใหญ่มากในอนาคต ซึ่งหากวันนั้นมาถึง การช่วยเหลือผู้ตกงานจะกลายเป็นพันธกรณีทางจริยธรรมครั้งประวัติศาสตร์ พร้อมยอมรับว่าบริษัทเอกชนมักทำงานภายใต้ข้อจำกัดและแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์รวมถึงการค้า ซึ่งบางครั้งขัดแย้งกับการทำในสิ่งที่ถูกต้องเพื่อผลประโยชน์ของสังคม การมีกลไกตรวจสอบจากภายนอกจึงเป็นสิ่งจำเป็นวิกฤต

 

3. จารึกหน้าประวัติศาสตร์: โป๊ปขอขมาในนามศาสนจักร ปมละเลยและคว่ำบาตรระบบทาสล่าช้า

นอกเหนือจากประเด็นเทคโนโลยีล้ำยุค สมณสาส์นฉบับนี้ยังสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในเชิงประวัติศาสตร์ เมื่อโป๊ปเลโอผู้ซึ่งมีประวัติศาสตร์ของตระกูลเชื่อมโยงกับทั้งกลุ่มทาสและผู้ครอบครองทาส ได้ทรงกล่าวคำขออภัยอย่างจริงใจในนามของคริสตจักรคาทอลิกต่อกรณีความล่าช้าในอดีตในการประณามระบอบค้ามนุษย์และระบบทาส โดยทรงตราหน้าว่าเป็น "บาดแผลลึกในความทรงจำของคริสตชน"

นักวิชาการด้านเทววิทยาตั้งข้อสังเกตสำคัญว่า แม้ในอดีตพระสันตะปาปาหลายพระองค์จะเคยกล่าวขออภัยต่อบทบาทของคริสตชนในเส้นทางการค้าทาสข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกมาบ้างแล้ว แต่ทว่า "ไม่เคยมีพระสันตะปาปาพระองค์ใดในประวัติศาสตร์" ที่ออกมากล่าวยอมรับและขอขมาอย่างเป็นทางการต่อกรณีที่อดีตพระสันตะปาปาในยุคโบราณเคยออกโองการทางศาสนาประทานสิทธิ์ขาดให้แก่กษัตริย์ยุโรปในการเข้ายึดครองและบังคับให้ผู้เห็นต่างตกเป็นทาส ซึ่งการขยับเชิงรุกของโป๊ปเลโอในรอบนี้ถือเป็นการเผชิญหน้ากับความจริงทางประวัติศาสตร์ด้วยความทะลุปรุโปร่ง