เนชั่นทีวี

Nation Story

OPINION : ศึกมหาอำนาจ “สหรัฐฯ-จีน” ประวัติศาสตร์ (ไม่) ซ้ำรอย?

17 พ.ค. 2569

OPINION : ศึกมหาอำนาจ “สหรัฐฯ-จีน” ประวัติศาสตร์ (ไม่) ซ้ำรอย?

“โลกมาถึงทางแยกอีกครั้ง จีนและสหรัฐฯ จะสามารถเอาชนะสิ่งที่เรียกว่า กับดักธูซิดีดิส และสร้างแบบแผนใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมหาอำนาจได้หรือไม่”

นี่คือคำถามที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน ถามไปยังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ในช่วงเริ่มต้นการประชุมสุดยอดครั้งประวัติศาสตร์ที่กรุงปักกิ่งเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

 

แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ “กับดักธูซิดีดิส” ถูกผู้นำจีนหยิบยกขึ้นมาหรือใช้เป็นประเด็นสนทนากับประธานาธิบดีของสหรัฐฯ แต่คำถามคือ แล้วทำไมสี จิ้นผิง จึงพูดถึงกับดักธูซิดีดิสอยู่บ่อยครั้งทั้งที่ที่มาที่ไปไม่ได้เกี่ยวข้องกับแผ่นดินจีนที่มีความเป็นมาหลายพันปี ทฤษฎีอิงประวัติศาสตร์นี้ให้บทเรียนอะไรกับมนุษยชาติในปัจจุบัน?

 

🔵[ลงเอยด้วยสงคราม]

ธูซิดีดิสเป็นนักประวัติศาสตร์และผู้บัญชาการทหารชาวกรีกเมื่อกว่า 2,000 ปีก่อน เขาเป็นที่รู้จักจากการเขียนเรื่องสงครามเพโลพอนนีเซียน ระหว่างสปาร์ตากับเอเธนส์ช่วงปี 500-411 ก่อนคริสตกาล โดยได้รับการยกย่องให้เป็นนักประวัติศาสตร์ที่แท้จริงคนแรกๆ ของโลก ซึ่งงานเขียนไม่ได้นำตำนานหรือเทพนิยายเข้ามาผสม

 

จนกระทั่งปี 2554 แกรห์ม แอลลิสัน อาจารย์ด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดได้นำแนวคิดกับดักธูซิดีดิสมาใช้อธิบายสงครามในอดีต 16 กรณี ในช่วง 500 ปี ตั้งแต่กรณีโปรตุเกสกับสเปนสมัยปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15 มาจนถึงสงครามเย็นระหว่างสหรัฐฯ กับสหภาพโซเวียต โดยใจความสำคัญของกับดักก็คือ เมื่อความเป็นผู้นำของมหาอำนาจเดิมถูกคุกคามโดยมหาอำนาจใหม่ที่กำลังผงาด ผลก็คือ มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดสงครามระหว่างสองมหาอำนาจนี้ ซึ่งจาก 16 กรณีศึกษา มีถึง 12 ความขัดแย้งที่ลงเอยด้วยสงคราม

🔵[โดนใจ “สี จิ้นผิง”]

ในบริบทปัจจุบันกับดักธูซิดีดิสถูกนำมาใช้กับความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับจีนว่าจะเดินหน้าสู่การทำสงครามกันหรือไม่ โดยเฉพาะหลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นมาเป็นผู้นำสหรัฐฯ สมัยแรกเมื่อ 9 ปีก่อน ทั้งเรื่องไต้หวัน การค้าที่ไม่สมดุล การแข่งขันด้านเทคโนโลยี สิทธิมนุษยชน และระบอบการปกครอง เหล่านี้เป็นหลายปัจจัยที่อาจผลักดันไปสู่การเผชิญหน้าได้ทั้งสิ้น

 

สี จิ้นผิง เริ่มกล่าวถึงกับดักธูซิดีดิสเป็นครั้งแรกในการให้สัมภาษณ์สื่อเมื่อ 12 ปีที่แล้ว โดยตอนนั้นเขากล่าวว่า ประชาคมระหว่างประเทศต้องร่วมมือกันเพื่อหลีกเลี่ยง "กับดักธูซิดีดิส" แต่ในขณะเดียวกันก็ปฏิเสธว่าการเติบโตของจีนจะนำไปสู่การเป็น “เจ้าโลก” และเรียกร้องการร่วมมือกันกับสหรัฐฯ เพื่อป้องกันความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง

 

หลังจากนั้นประธานาธิบดีจีนก็ได้หยิบเอา "กับดักธูซิดีดิส" มากล่าวกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถึง 3 คน ตั้งแต่บารัก โอบามา ในปี 2558 โจ ไบเดน ในปี 2567 และล่าสุดกับโดนัลด์ ทรัมป์ โดยในการสนทนากับโอบามา ตอนนั้นทั้ง 2 คนได้หารือกันในเรื่องนี้เป็นเวลานาน ฝ่ายโอบามามองว่า แม้จะมีความตึงเครียดในเชิงโครงสร้าง แต่ทั้งสองประเทศจะสามารถบริหารจัดการความเห็นต่างได้ ขณะที่สีกล่าวว่า “หากชาติมหาอำนาจตัดสินใจและคาดการณ์ทางยุทธศาสตร์ผิดพลาดบ่อยครั้ง พวกเขาก็อาจจะสร้างกับดักขึ้นมาด้วยตัวเอง”

🔵[“ไต้หวัน” ชนวนร้อน]

ในซัมมิตครั้งล่าสุด สี จิ้นผิง แสดงจุดยืนในเรื่อง “ไต้หวัน” อย่างชัดเจนด้วยการเตือนทรัมป์ว่า “ห้ามแตะต้อง” โดยบอกว่า หากจัดการเรื่องไต้หวันผิดพลาด ทั้งสองประเทศอาจเผชิญกับการปะทะ หรือแม้แต่ความขัดแย้งเต็มรูปแบบ ซึ่งจะผลักดันความสัมพันธ์ไปสู่สถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่ง ซึ่งประโยคที่ตามมาหลังจากนี้ก็คือคำถามที่สีเอ่ยถึงกับดักธูซิดีดิสนั่นเอง

 

แต่ล่าสุดทรัมป์ดูเหมือนจะทราบดีถึงความเปราะบางในประเด็นนี้ จึงออกมาเตือนไต้หวันหลังเดินทางกลับจากจีนว่า "ผมไม่ได้ต้องการให้ใครแยกตัวออกไปเป็นอิสระ" ตอกย้ำจุดยืน “ความกำกวมเชิงยุทธศาสตร์” ที่สหรัฐฯ เลือกใช้ถ้อยคำว่า “ไม่สนับสนุน” เอกราชของไต้หวัน ซึ่งก่อนหน้านี้มีการจับตาว่า สีจะโน้มน้าวให้ทรัมป์เปลี่ยนท่าทีของสหรัฐฯ จากไม่สนับสนุนเป็น “คัดค้าน” ได้หรือไม่

 

แต่ท้ายที่สุดทรัมป์ย้ำว่า เขายังไม่ได้ให้คำมั่นสัญญาใดๆ พร้อมกล่าวว่า “เราต้องเดินทาง 9,500 ไมล์ (15,289 กิโลเมตร) เพื่อไปทำสงคราม ผมไม่ได้ต้องการแบบนั้น ผมอยากให้จีนใจเย็นลง ผมคิดว่าเราจะไม่มีปัญหาอะไร สี จิ้นผิง ไม่ต้องการเห็นสงคราม"

 

🔵[ประวัติศาสตร์ (ไม่) ซ้ำรอย?]

หากเกิดการเผชิญหน้าขึ้นระหว่าง 2 มหาอำนาจ “สงครามโลกครั้งที่ 3” ก็อาจตามมาอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยง แต่อย่าลืมว่าจาก 16 กรณีศึกษาของแกรห์ม แอลลิสัน มี 4 ความขัดแย้งที่ไม่ได้ลงเอยด้วยสงคราม รวมถึงในช่วงสงครามเย็นที่ผ่านมา โดยแอลลิสันเชื่อว่าสหรัฐฯ และจีนสามารถหลีกเลี่ยงสงครามได้จากการที่ทั้งสองฝ่ายเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ ผนวกกับการใช้ศาสตร์และศิลป์ในการเมืองการปกครอง

 

ก่อนที่เฮนรี คิสซิงเจอร์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ และผู้อยู่เบื้องหลังจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ทางการทูตยุคใหม่ระหว่างสหรัฐฯ-จีน จะถึงแก่กรรมในปี 2566 ในการพบกันครั้งสุดท้าย สีกล่าวว่า จีนและสหรัฐฯ มีเหตุผลนานัปการที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกันให้ประสบความสำเร็จและบรรลุความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน ผ่าน 3 หลักการ ได้แก่ การเคารพซึ่งกันและกัน การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และความร่วมมือแบบวิน-วิน

 

มาวันนี้สีได้ย้ำอีกครั้งว่า "จีนและสหรัฐฯ ควรเป็นหุ้นส่วน ไม่ใช่คู่แข่ง" คำกล่าวนี้ของสี จิ้นผิง จะเป็นจริงได้หรือ ท้ายที่สุดประวัติศาสตร์ของกับดักธูซิดีดิสจะซ้ำรอยหรือไม่ “เวลา” จะเป็นคำตอบครับ