เนชั่นทีวี

ข่าว

อย่าเพิ่งดีใจ กางปัจจัยสุดอ่อนไหว “หยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่าน” มีสิทธิ์ล่ม!

08 เม.ย. 2569

อย่าเพิ่งดีใจ กางปัจจัยสุดอ่อนไหว “หยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่าน” มีสิทธิ์ล่ม!

"จับตา! สัญญาณอันตราย "หยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่าน" ส่อแววล่ม? นักวิเคราะห์กางปัจจัยลบ อาจทำให้ข้อตกลงสันติภาพ กลายเป็นเพียงกระดาษแผ่นเดียว!!

8 เมษายน 2569 แม้ทั่วโลกรวมถึงรัฐบาลไทย ดูจะตั้งความหวังไม่น้อยกับ “ข้อตกลงหยุดยิง” ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึงอิสราเอลด้วย ขณะที่ตลาดหุ้นและราคาน้ำมันดิบพากันขานรับ เพราะหุ้นพุ่ง น้ำมันดิบฮวบแทบทุกตลาด แต่สำหรับนักวิเคราะห์ ซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ เพราะพำนักอยู่ที่อเมริกา และมีสายข่าวกับข้อมูลข่าวสารวงในมากมาย อย่าง อาจารย์กฤษฎา บุญเรือง กลับประเมินว่า
 

ข้อตกลงหยุดยิงของสหรัฐฯ กับ อิหร่าน ยังมีความไม่แน่นอนสูง และการนัดพบปะเจรจาครั้งสำคัญ ของผู้แทนทั้งสองประเทศในวันศุกร์ที่จะถึงนี้ (10 เม.ย.) ที่กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน ยังมีโอกาส “ล่ม” อีกด้วย 
 

อาจารย์กฤษฎา มีเหตุผลสนับสนุน ประกอบด้วย 5 ปัจจัย คือ

 

1. การทึกทักไปเองและความเห็นที่สวนทางกันระหว่างผู้นำสหรัฐฯ กับอิหร่าน

 

อาจารย์วิเคราะห์ว่า ฝั่งประธานาธิบดีทรัมป์ มักแถลงข่าวในลักษณะ "ทึกทัก" เอาเองว่า ฝ่ายตรงข้ามยอมรับเงื่อนไขแล้ว เช่น การเปิดช่องแคบฮอร์มุซแบบไร้เงื่อนไข ในขณะที่อิหร่านมีเงื่อนไขชัดเจนว่า ต้องมีการเจรจากับเรือขนส่งสินค้าแต่ละลำ และอาจมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางสูงถึง 2 ล้านเหรียญต่อลำ ซึ่งสหรัฐฯ ยอมรับไม่ได้แน่นอนในเรื่องนี้ 

 

อย่าเพิ่งดีใจ กางปัจจัยสุดอ่อนไหว “หยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่าน” มีสิทธิ์ล่ม!

 

 2. "อิสราเอล" คือ ตัวแปรสำคัญที่ควบคุมไม่ได้

 

อาจารย์กฤษฎา ให้ข้อมูลว่า อิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีเป้าหมายในเลบานอน และซีเรียอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่มีการประกาศหยุดยิงแล้ว อีกทั้งข้อตกลงที่ปากีสถาน เป็นตัวกลางเรื่องหยุดยิง พยายามผลักดันให้ครอบคลุมถึง "เลบานอน" ที่มีปฏิบัติการของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ด้วย แต่อิสราเอลยืนยันจะรบต่อ ทำให้การเจรจาในวันศุกร์นี้ที่ปากีสถานอาจไม่เกิดขึ้น หรือล้มเหลวได้ ในส่วนของอิสราเอล 
 


อย่าเพิ่งดีใจ กางปัจจัยสุดอ่อนไหว “หยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่าน” มีสิทธิ์ล่ม!

 

 3. ประวัติการละเมิดข้อตกลงของทรัมป์ และความไม่ไว้วางใจต่อสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์

 

อาจารย์กฤษฎา อธิบายว่า อิหร่านไม่มีความเชื่อมั่นในตัวผู้นำสหรัฐฯ เนื่องจากในอดีตเคยมีประวัติ "คุยไปยิงไป" หรือล้มเลิกข้อตกลงนิวเคลียร์กะทันหัน และโจมตีผู้นำอิหร่านจนเสียชีวิตพร้อมคณะเกือบครึ่งร้อยมาแล้ว

 

นอกจากนั้น ทรัมป์ยังเลื่อนเส้นตายที่ประกาศจะโจมตีมาแล้วถึง 8 ครั้ง สะท้อนถึงความไม่แน่นอนและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของผู้นำสหรัฐฯ


อย่าเพิ่งดีใจ กางปัจจัยสุดอ่อนไหว “หยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่าน” มีสิทธิ์ล่ม!

 4. มีข้อสงสัยเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและตลาดน้ำมัน

 

อาจารย์กฤษฎา บอกว่า เรื่องนี้ถูกจับตาอย่างมากในสหรัฐฯ เพราะมีหลักฐานชัดเจนเรื่องความผิดปกติในตลาดน้ำมันและตลาดล่วงหน้า  โดยพบแรงซื้อมหาศาลก่อนที่ทรัมป์จะแถลงข่าวดีหรือข่าวร้ายเพียงไม่กี่นาที

 

สิ่งนี้ทำให้ถูกมองว่า การสร้างสถานการณ์ตึงเครียดหรือการหยุดยิง อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์ทางการเงินมากกว่าความมั่นคงของสหรัฐฯอย่างแท้จริง

 

 5. แรงกดดันทางการเมืองภายในของ "โดนัลด์ ทรัมป์"

 

อาจารย์กฤษฎา ชี้ว่า จากปัญหาทุกข้อที่กล่าวมา โดยเฉพาะข้อ 4 เรื่องประโยชน์ทับซ้อน ทำให้มีความพยายามในการถอดถอน หรือ Impeachment ซึ่งเป็นกระบวนการทางรัฐสภา หรือการใช้มาตรา 25 เพื่อปลดประธานาธิบดีเนื่องจากพฤติกรรมที่ก้าวร้าวและอันตราย หรือมีอาการทางประสาท แต่ก็ค่อนข้างยากที่จะเกิดขึ้นได้จริง

 

อย่างไรก็ดี คะแนนนิยมของทรัมป์ตกต่ำจริงๆ สะท้อนผ่านการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นทุกระดับ ข้อมูลนี้ทรัมป์ก็รู้ดี ทำให้ทรัมป์อาจตัดสินใจทำอะไรที่คาดไม่ถึง เช่น การสั่งใช้กำลังทหาร เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจหรือป้องกันไม่ให้เกิดการเลือกตั้งกลางเทอม
 

ขณะนี้มีข่าวลือหนาหูในสหรัฐฯว่า อาจมีการใช้อาวุธนิวเคลียร์แบบจำกัด เพื่อสร้างข่าวใหญ่เกี่ยวกับสงคราม และใช้เป็นข้ออ้างไม่ให้มีการเลือกตั้งกลางเทอม เดือนพฤศจิกายนนี้

 

เพราะหากทรัมป์ปล่อยให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น ตนเองจะแพ้แน่นอน และสถานการณ์ทางการเมืองหลังจากนั้น ทรัมป์จะอยู่ในภาวะ "เป็ดง่อย” ส่งผลต่อคดีความต่างๆ ของตัวเอง โดยเฉพาะคดีเอปสตีน 


อย่าเพิ่งดีใจ กางปัจจัยสุดอ่อนไหว “หยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่าน” มีสิทธิ์ล่ม!

 

โจมตีใหญ่คือแผนลวง เป้าหมายแค่เปิดช่องแคบ

 

มุมวิเคราะห์ของ อาจารย์กฤษฎา สอดคล้องกับทัศนะของอดีตหัวหน้าหน่วยงานด้านความมั่นคงระดับประเทศ ซึ่งปัจจุบันยังเป็นที่ปรึกษาของฝ่ายความมั่นคงหลายหน่วยงาน

 

โดย “กูรูความมั่นคง” รายนี้ ประเมินเอาไว้ตั้งแต่ก่อนเส้นตายของทรัมป์ ว่า หากดูตามแผนการที่ผ่านมา ทรัมป์ใช้คำพูดเพื่อซื้อเวลามาโดยตลอด รวมถึงใช้สถานการณ์เพื่อสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่เป้าหมายคือทำให้อิหร่านหมดศักยภาพ ที่จะเป็นภัยคุกคาม ประกอบกับเมื่อดูการเคลื่อนกำลังพล เชื่อว่ามีเป้าหมายเรื่องเปิดช่องแคบ หรือยึดช่องแคบฮอร์มุซเท่านั้น ส่วนการยึดเกาะคลากส์ น่าจะเป็นแผนลวง เพราะน่าจะก่อความเสียหายเกินกว่าที่ทั่วโลกและสหรัฐฯ จะรับไหว   
 

อย่าเพิ่งดีใจ กางปัจจัยสุดอ่อนไหว “หยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่าน” มีสิทธิ์ล่ม!

 

“คนกลาง” ไร้อิทธิพล - ระวังเกมกล “รบเพื่อตัวเอง”

 

“กูรูความมั่นคง” ยังมองว่า ข้อตกลงหยุดยิงยังมีความเปราะบาง เพราะแม้ความพยายามของปากีสถาน ตุรกี ที่พยายามหาทางไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง ประเทศเหล่านี้พยายามทำจริงๆ ก็ตาม แต่บทบาทและอิทธิพลของพวกเขาน้อยมาก ที่จะทำให้คู่ขัดแย้งเกรงใจ โดยเฉพาะสหรัฐฯ

 

ที่สำคัญยังมีเหตุผลส่วนตัวของทั้งทรัมป์และเนทันยาฮู ทั้งคดีความต่างๆ ที่ทั้งคู่เผชิญ และสถานการณ์การเมืองในประเทศ ฉะนั้นปัจจุบันเหล่านี้จึงยังตัดทิ้งไม่ได้ เพราะทั้งคู่มีปัญหาการเมืองภายใน จึงถือเป็นช่วงอ่อนไหวอย่างยิ่ง แม้จะมีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเบื้องต้นแล้วก็ตาม 
 

อย่าเพิ่งดีใจ กางปัจจัยสุดอ่อนไหว “หยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่าน” มีสิทธิ์ล่ม!


“บิ๊กแป๊ะ” ยก 6 เหตุผล ศึกอิหร่านเสี่ยงวนในอ่าง

 

ในมุมมองของนักการทหาร พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก หรือ “บิ๊กแป๊ะ” อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ประเมินความเปราะบางและความเสี่ยงของการหยุดยิง เกิดจาก 6 ปัจจัยด้วยกัน

 

1. ข้อสังเกตของสถานการณ์ในขณะนี้ ในทางการทหารเรียกว่า "รบไป พักไป" เพื่อสะสมกำลัง

 

พล.อ.นิพัทธ์ ขยายความว่า แม้จะมีการตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ แต่ทหารรู้กันดีว่า "ไม่มีใครหยุดจริง" โดยทุกฝ่ายจะใช้ช่วงเวลานี้ในการเพิ่มเติมกำลังพลและปรับปรุงระบบส่งกำลังบำรุง หรือ Logistics ให้มากที่สุด เพื่อเตรียมพร้อมหากการเจรจาล้มเหลว แล้วต้องกลับมารบกันใหม่

 

 2. ปัญหาเอกภาพภายในรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งปรากฏชัดเจนมาก
 

โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ กับฝ่ายประจำในกองทัพ ส่งผลให้ทรัมป์สั่งปลดนายทหารระดับสูงคนแล้วคนเล่า สาเหตุก็รู้กันภายในว่า นายทหารเหล่านั้นพยายามทัดทานแผนการรบที่เกินขีดความสามารถ และพยายามให้ทรัมป์ทบทวนการทำสงคราม จนผู้นำสหรัฐฯไม่พอใจ

 

เช่นเดียวกับลักษณะการตัดสินใจแบบ "เดินหน้า-ถอยหลัง" และการเปลี่ยนแผนรายวันของทรัมป์ ทำให้สถานการณ์มีความไม่แน่นอนสูง และเสี่ยงต่อการเกิดความผิดพลาดทางการทหาร

 

 3. การคำนวณที่ผิดพลาดเรื่อง "เขี้ยวเล็บ" ของอิหร่าน

 

เรื่องนี้ พล.อ.นิพัทธ์ ให้น้ำหนักอย่างมาก โดยย้อนข้อมูลช่วงเกิดสงครามใหม่ๆ ว่า สหรัฐฯเคยคาดการณ์ว่า จะเผด็จศึกอิหร่านได้ภายใน 4 สัปดาห์ แต่ความจริงคืออิหร่านมีความเข้มแข็ง และมีขีดความสามารถของอาวุธทำลายล้างสูง มากกว่าที่สหรัฐฯ ประเมินไว้

 

ฉะนั้นเมื่อสหรัฐฯ "เคี้ยวไม่ลง" และ "บทขยี้ไม่ได้" จึงใช้วิธีรักษาหน้าด้วยการอ้างชัยชนะ ความตึงเครียดจึงยังคุกรุ่นอยู่ ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิง

 

4. ตัวแปร "อิสราเอล" จะมีท่าทีอย่างไร
 

เพราะอิสราเอลคือผู้สนับสนุนหลักของสหรัฐฯ ในสงครามครั้งนี้หากสหรัฐฯ ยอมรับข้อเสนอ 10 ข้อของอิหร่านเพื่อหาทางลงให้ตัวเอง จะเกิดคำถามว่าสหรัฐฯ จะตอบคำถามหรือเยียวยาผลประโยชน์ของอิสราเอลอย่างไร ซึ่งจุดนี้อาจกลายเป็นชนวนความขัดแย้งใหม่ได้เหมือนกัน

 

5. “บิ๊กแป๊ะ” วิเคราะห์ว่า ลักษณะของสงครามสหรัฐฯ กับอิหร่าน เหมือนเป็น “สงครามตัวแทน”
 

มีส่วนคล้ายสงครามยูเครน โดยมีหลายประเทศให้การสนับสนุน ส่งผลให้มหาอำนาจโลก ไม่สามารถเอาชนะประเทศเล็กกว่าได้ เหมือนกรณีของรัสเซียที่ไม่สามารถเผด็จศึกยูเครนได้

 

อิหร่านเองก็ได้รับการสนับสนุนด้านการข่าวกรอง และการชี้เป้าผ่านระบบดาวเทียมจากจีนและรัสเซีย ถือเป็นปัจจัยที่ทำให้สหรัฐฯ ไม่สามารถเอาชนะได้อย่างเบ็ดเสร็จ และทำให้สถานการณ์พร้อมจะพลิกกลับมาตึงเครียดได้เสมอ หากมหาอำนาจเหล่านี้ปรับเปลี่ยนท่าที

 

6. เงื่อนไขทางเศรษฐกิจที่มองข้ามไม่ได้

 

พล.อ.นิพัทธ์ ให้น้ำหนักเรื่องข้อเสนอของอิหร่าน ที่จะเก็บค่าผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ จากเรือสินค้าลำละ 2 ล้านเหรียญ เพราะเป็นเงื่อนไขที่สร้างภาระมหาศาลให้กับโลกและสหรัฐฯเอง ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อพิพาทครั้งใหม่ในระหว่างการเจรจา

 

“บิ๊กแป๊ะ” สรุปว่า สถานการณ์ปัจจุบันของสงครามอิหร่าน คือการ "หยุดยิงเพื่อรักษาหน้าและหาทางลง" มากกว่าจะเป็นสันติภาพที่แท้จริง ความเสี่ยงยังคงสูงเพราะทั้งสองฝ่ายยัง "วัดใจ" กันอยู่ และมีตัวแปรที่คุมไม่ได้อย่างอิสราเอลและปัญหาภายในวอชิงตันเป็นปัจจัยกดดัน

 

สงครามไม่ได้จบ พักรบเพื่อสะสมกำลัง

 

การวิเคราะห์ของ พล.อ.นิพัทธ์ สอดรับกับมุมมองของ “ผู้เชี่ยวชาญ” จากหน่วยงานด้านการข่าวของไทย ที่บอกว่า ตอนนี้หน่วยข่าวต้องประเมินสถานการณ์แบบวันต่อวัน เพราะคาดการณ์ไม่ได้เลยว่าอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น เนื่องจากยังไม่เห็นการถอนกำลัง เห็นแต่การเสริมกำลังและใช้การพักรบเพื่อเตรียมความพร้อมในการทำสงครามรอบใหม่

 

“ทรัมป์” ถอยจริง แต่จำใจ ไม่ใช่สับขาหลอก

 

อาจารย์ประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรือ “อ. อุ๋ย” นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และนักวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศ ประเมินข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน ว่า ไม่ใช่การสับขาหลอก แต่มาจากความ “จำยอม” ต่อสถานการณ์ของฝ่ายทรัมป์เอง

 

“อ.อุ๋ย” วิเคราะห์ผ่านท่าทีของ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งกำลังเผชิญ “ภาวะสุญญากาศของความเชื่อถือ” จากพฤติกรรมที่สอดคล้องกับ “ทฤษฎีคนบ้า” หรือ Madman Theory

 

“อ.อุ๋ย” อธิบายเอาไว้น่าสนใจว่า การแสดงออกที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของทรัมป์ในหน้าสื่อ ไม่ได้เป็นเพียงบุคลิกภาพส่วนตัว แต่เป็น "ยุทธศาสตร์ความไม่แน่นอน" เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง แต่ผลที่เกิดขึ้นทำให้ต้องเผชิญกับวิกฤตความน่าเชื่อถือ เพราะกฎหมายระหว่างประเทศและการปฏิบัติจริงในสนามรบไม่ได้เคลื่อนไปตาม "คำขู่" ของทรัมป์

 

ฉะนั้นการประกาศหยุดยิงชั่วคราว อาจมองได้ว่าเป็น "การถอยเชิงกลยุทธ์” เพื่อลดการเผชิญหน้าของสหรัฐฯ ที่ไม่สามารถควบคุมผลลัพธ์ได้อย่างเบ็ดเสร็จ

 

ขณะที่อีกด้านหนึ่ง สหรัฐฯ มีข้อจำกัดทางยุทธวิธีและจุดตายของภูมิรัฐศาสตร์ เพราะการที่ทรัมป์ต้องยอมถอย มาจากความล้มเหลวในการจัดตั้งพันธมิตร เพื่อควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากปัจจุบันช่องแคบถูกปิดกั้นจริงๆ ด้วยอิทธิพลทางทหาร ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลกอย่างรุนแรง และทรัมป์แก้ปัญหาตรงนี้ไม่ได้

 

ขณะที่ความอ่อนแอของอำนาจการรบทางอากาศ สะท้อนผ่านปฏิบัติการทางอากาศที่ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ และความสูญเสียยุทโธปกรณ์ระดับสูง เป็นตัวบ่งชี้ทางสถิติว่า เทคโนโลยีทางทหารของฝ่ายตะวันตก สามารถถูกโต้กลับได้ด้วยระบบป้องกันภัยทางอากาศยุคใหม่ที่มีประสิทธิภาพ และมีต้นทุนต่ำกว่า ทำให้ "ต้นทุนของสงคราม" ของฝ่ายสหรัฐฯ พุ่งสูงจนเกินจุดคุ้มทุน

 

ส่วนที่บางฝ่ายตั้งประเด็นว่า อาจมีเซอร์ไพรส์ โดยทรัมป์กลับลำไปทำสงครามเต็มรูปแบบอีกนั้น “อ.อุ๋ย” มองว่า มีความเป็นไปได้น้อยมาก จากปัจจัยเศรษฐกิจภายในของสหรัฐฯเอง และทรัมป์ไม่สามารถโน้มน้าวพันธมิตรทั้งชาติอาหรับ และภูมิภาคอื่นๆ ให้เข้าร่วมในสงครามได้

 

ฉะนั้น การแสดงอาการฟาดงวงฟาดงา ใช้คำหยาบ และแปรปรวนตลอดเวลา จึงเป็นการแสดงออกเพื่อรักษาหน้า หลังจากตระหนักดีว่า อิหร่านมีขีดความสามารถในการทำสงครามแบบ “อสมมาตร” ที่สามารถสร้างความเสียหายถาวรต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลางได้

 

บทสรุปของสงครามอิหร่าน ณ เวลานี้คือ การเมืองแห่งความเป็นจริงที่ว่า มหาอำนาจไม่สามารถเอาชนะสงคราม ในพื้นที่ที่ตนเองเสียเปรียบทางยุทธศาสตร์ได้ตลอดไป การหยุดยิงครั้งนี้จึงน่าจะเป็น “ความจำเป็นบังคับ" มากกว่าความสมัครใจ โดยเฉพาะของทรัมป์เอง 
 

อย่าเพิ่งดีใจ กางปัจจัยสุดอ่อนไหว “หยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่าน” มีสิทธิ์ล่ม!