สหรัฐฯ ผู้ลอยตัวเหนือปัญหา: จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์พลังงาน
บทวิเคราะห์ของ CNA ยังชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญว่า ทำไมวอชิงตันถึงกล้าเปิดหน้าชกอย่างดุดัน? คำตอบคือ "ความมั่นคงทางพลังงาน" ที่สหรัฐฯ สร้างขึ้นมาตลอดทศวรรษ ข้อมูลจาก EIA ระบุว่าตั้งแต่ปี 2019 สหรัฐฯ ได้กลายเป็น "ผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ" (Net Total Energy Exporter) และก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ที่สุดของโลก แซงหน้าทั้งซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย
ในขณะที่ญี่ปุ่นยังต้องพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางสูงถึง 95% และฟิลิปปินส์พึ่งพาถึง 98% แต่สหรัฐฯ กลับแทบไม่ต้องพึ่งพาน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกต่อไป ความเจ็บปวดจากราคาน้ำมันที่พุ่งทะลุ 116 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จึงเป็นเพียง "ลมพัดผ่าน" สำหรับชาวอเมริกัน แต่เป็น "พายุทอร์นาโด" ที่ซัดเข้าใส่ค่าครองชีพของคนเอเชียอย่างจัง
มากกว่าแค่ค่าน้ำมัน: จากจานข้าวไปจนถึงสายเคเบิลอินเทอร์เน็ต ภัยเงียบที่น่ากลัวกว่าน้ำมันแพง
ตามรายงานของ CNA คือการขาดแคลน "ปุ๋ยเคมี" ซึ่ง 1 ใน 3 ของการค้าโลกต้องผ่านช่องแคบนี้ เมื่อต้นทุนปุ๋ยดีดตัว ราคาอาหารในเอเชียจึงพุ่งสูงทำลายสถิติ ซ้ำร้ายอิหร่านยังขู่จะตัดสายเคเบิลใต้น้ำและไฟเบอร์ออปติกในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเป็นเส้นเลือดหลักเชื่อมต่อข้อมูลการเงินและอินเทอร์เน็ตระหว่างยุโรปและเอเชีย หากสิ่งนี้เกิดขึ้นจริง ระบบธนาคารและธุรกรรมข้ามชาติจะพังทลายในชั่วข้ามคืน
...
บทสรุปจาก CNA คือเอเชียกำลังแบกรับภาระในสงครามที่ไม่ได้สั่งรบ ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อพุ่งกระฉูดและการประท้วงที่ลามไปทั่วภูมิภาค ตราบใดที่ช่องแคบฮอร์มุซยังถูกใช้เป็นตัวประกันในเกมการเมืองระดับโลก
สงครามนี้รบกันที่ตะวันออกกลาง...แต่คนเอเชียคือคนที่ต้องจ่ายบิลค่าสงครามทั้งหมดเอง