svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

วิกฤตเอเชีย! เมื่อสงครามอิหร่าน "รบที่นั่น...แต่จนที่นี่" เจาะปมฮอร์มุซปิดตาย

30 มี.ค. 2569

เจาะบทวิเคราะห์ Channel News Asia ทำไมสงครามอิหร่านคือวิกฤตเอเชีย เมื่อน้ำมัน 80% ถูกตัดขาดที่ฮอร์มุซ ขณะสหรัฐฯ ลอยตัวเหนือปัญหาในฐานะผู้ส่งออกพลังงานรายใหญ่ที่สุดของโลก

ในขณะที่เสียงระเบิดและควันไฟจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน กำลังแผดเผาภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่ความเจ็บปวดที่แท้จริงกลับพุ่งตรงมาที่ "กระเป๋าตังค์" ของคนเอเชียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บทวิเคราะห์ล่าสุดจาก Channel News Asia (CNA) ชี้ให้เห็นว่า วิกฤตการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ในปี 2026 นี้ ไม่ใช่แค่ความขัดแย้งทางทหาร แต่มันคือ "วิกฤตของเอเชีย" (Asian Crisis) อย่างที่ วิเวียน บาลากริชนัน รัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์ ได้นิยามไว้อย่างน่าสยดสยอง

 

ตัวเลขที่ไม่โกหก: ท่อพลังงานโลกมุ่งหน้าสู่ตะวันออก

CNA ระบุว่าเหตุผลที่เอเชียต้อง "อ่วม" กว่าใครเพื่อน ซ่อนอยู่ในสถิติการไหลของพลังงาน ข้อมูลจากทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ยืนยันว่า น้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของการค้าโลก ต้องไหลผ่านคอคอดแคบๆ อย่างฮอร์มุซ และที่สำคัญที่สุดคือ 80% ของจำนวนมหาศาลนี้ มีปลายทางอยู่ที่ท่าเรือในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นจีน อินเดีย ญี่ปุ่น หรือไทย

นี่คือ "ความไม่สมมาตร" (Asymmetry) ของมิติสงครามและเศรษฐกิจ เพราะในขณะที่มหาอำนาจตะวันตกเปิดศึก แต่อาวุธทางเศรษฐกิจที่อิหร่านเลือกใช้กลับเป็นการ "ปิดก๊อก" พลังงานที่หล่อเลี้ยงโรงงานและยานพาหนะทั่วเอเชีย ก๊าซธรรมชาติ (LNG) กว่า 90% ที่ผ่านเส้นทางนี้ถูกส่งตรงมาเลี้ยงเมืองใหญ่ในเอเชียตะวันออกและอาเซียน การปิดฮอร์มุซจึงไม่ต่างจากการตัดเส้นเลือดใหญ่ที่ทำให้เศรษฐกิจเอเชียต้องเข้าสู่สภาวะ "ช็อก" ทันที

สหรัฐฯ ผู้ลอยตัวเหนือปัญหา: จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์พลังงาน

บทวิเคราะห์ของ CNA ยังชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญว่า ทำไมวอชิงตันถึงกล้าเปิดหน้าชกอย่างดุดัน? คำตอบคือ "ความมั่นคงทางพลังงาน" ที่สหรัฐฯ สร้างขึ้นมาตลอดทศวรรษ ข้อมูลจาก EIA ระบุว่าตั้งแต่ปี 2019 สหรัฐฯ ได้กลายเป็น "ผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ" (Net Total Energy Exporter) และก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ที่สุดของโลก แซงหน้าทั้งซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย

ในขณะที่ญี่ปุ่นยังต้องพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางสูงถึง 95% และฟิลิปปินส์พึ่งพาถึง 98% แต่สหรัฐฯ กลับแทบไม่ต้องพึ่งพาน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกต่อไป ความเจ็บปวดจากราคาน้ำมันที่พุ่งทะลุ 116 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จึงเป็นเพียง "ลมพัดผ่าน" สำหรับชาวอเมริกัน แต่เป็น "พายุทอร์นาโด" ที่ซัดเข้าใส่ค่าครองชีพของคนเอเชียอย่างจัง

 

มากกว่าแค่ค่าน้ำมัน: จากจานข้าวไปจนถึงสายเคเบิลอินเทอร์เน็ต ภัยเงียบที่น่ากลัวกว่าน้ำมันแพง

ตามรายงานของ CNA คือการขาดแคลน "ปุ๋ยเคมี" ซึ่ง 1 ใน 3 ของการค้าโลกต้องผ่านช่องแคบนี้ เมื่อต้นทุนปุ๋ยดีดตัว ราคาอาหารในเอเชียจึงพุ่งสูงทำลายสถิติ ซ้ำร้ายอิหร่านยังขู่จะตัดสายเคเบิลใต้น้ำและไฟเบอร์ออปติกในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเป็นเส้นเลือดหลักเชื่อมต่อข้อมูลการเงินและอินเทอร์เน็ตระหว่างยุโรปและเอเชีย หากสิ่งนี้เกิดขึ้นจริง ระบบธนาคารและธุรกรรมข้ามชาติจะพังทลายในชั่วข้ามคืน

...

บทสรุปจาก CNA คือเอเชียกำลังแบกรับภาระในสงครามที่ไม่ได้สั่งรบ ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อพุ่งกระฉูดและการประท้วงที่ลามไปทั่วภูมิภาค ตราบใดที่ช่องแคบฮอร์มุซยังถูกใช้เป็นตัวประกันในเกมการเมืองระดับโลก

สงครามนี้รบกันที่ตะวันออกกลาง...แต่คนเอเชียคือคนที่ต้องจ่ายบิลค่าสงครามทั้งหมดเอง