อิหร่านใช้ "เซจจิล" ขีปนาวุธใหม่-อิสราเอลใกล้กระสุนหมด
16 มี.ค. 2569
อิหร่าน ใช้ขีปนาวุธใหม่ "เซจจิล" ที่พัฒนาขึ้นเอง โจมตีอิสราเอลเป็นครั้งแรก สวนทางกับอิสราเอล ที่ระบบสกัดกั้นกำลังขาดแคลน เพราะอิหร่านใช้กระสุนคลัสเตอร์ตอบโต้
ข่าว
16 มี.ค. 2569
อิหร่าน ใช้ขีปนาวุธใหม่ "เซจจิล" ที่พัฒนาขึ้นเอง โจมตีอิสราเอลเป็นครั้งแรก สวนทางกับอิสราเอล ที่ระบบสกัดกั้นกำลังขาดแคลน เพราะอิหร่านใช้กระสุนคลัสเตอร์ตอบโต้
16 มีนาคม 2569 กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน หรือ IRGC แถลงว่า ได้ใช้ขีปนาวุธ "เซจจิล" (Sejjil) เป็นครั้งแรก ในระหว่างความขัดแย้งรอบปัจจุบันกับสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยอยู่ในปฏิบัติการ "ทรู พรอมมิส โฟร์" (True Promise 4) ระลอกที่ 54 นอกเหนือจากขีปนาวุธรุ่นอื่นๆ ได้แก่ เคบาร์ เชกัน (Kheibar Shekan), กัดร์ (Ghadr), เอมัด (Emad) และ คอร์รัมชาห์ (Khorramshahr)
การโจมตีของอิหร่าน ได้มุ่งเป้าไปที่สถานที่สำคัญทางยุทธศาสตร์หลายแห่ง ในอิสราเอล รวมถึงศูนย์บริหารจัดการและตัดสินใจปฏิบัติการทางอากาศ, อุตสาหกรรมทางทหารและโครงสร้างพื้นฐานด้านการป้องกันประเทศ และที่ตั้งของกองกำลังป้องกันอิสราเอล หรือ IDF
เซจจิล เป็นขีปนาวุธทิ้งตัวพิสัยกลาง (Medium-Range Ballistic Missile) หรือ MRBM ใช้เชื้อเพลิงแข็ง 2 ขั้นตอน ที่อิหร่านพัฒนาเอง มีพิสัยทำการประมาณ 2,000-2,500 กิโลเมตร มีความแม่นยำสูงและยากต่อการสกัดกั้น จัดเป็นอาวุธยุทธศาสตร์สำคัญที่อิหร่านใช้เพื่อป้องปรามศัตรูในภูมิภาค
ข่าวการใช้ขีปนาวุธเซจจิล มีขึ้นในขณะที่เว็บไซต์ข่าว "เซมาฟอร์" (semafor) รายงานอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่า อิสราเอลได้แจ้งต่อสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ว่า ระบบสกัดกั้นขีปนาวุธของอิสราเอลกำลังขาดแคลนอย่างหนัก หลังจากเข้าสู่สงครามครั้งนี้ โดยมีระบบสกัดกั้นขีปนาวุธเหลือน้อยอยู่แล้ว เพราะถูกใช้ไปในช่วงความขัดแย้งกับอิหร่านเมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว
เจ้าหน้าที่ระบุด้วยว่า ระบบป้องกันระยะไกลของอิสราเอล ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีของอิหร่าน ด้านสำนักข่าว CNN รายงานว่า อิหร่านได้เพิ่ม "กระสุนคลัสเตอร์" (cluster munitions) เข้าไปในขีปนาวุธ ที่ยิ่งทำให้ระบบสกัดกั้นขีปนาวุธถูกใช้งานหนักขึ้น และจำนวนลดลงอย่างรวดเร็ว
ข่าวนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลในวงกว้าง เกี่ยวกับการลดลงของระบบสกัดกั้นขีปนาวุธ จากการปฏิบัติภารกิจทางทหารในอิหร่านที่ยาวนานขึ้น ซึ่งทำให้สหรัฐฯ อยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบ รายงานของเซมาฟอร์ ระบุด้วยว่า ยังไม่ชัดเจนว่า สหรัฐฯ อาจพยายามขาย หรือแบ่งปันระบบสกัดกั้นขีปนาวุธของตนเองกับอิสราเอลหรือไม่ ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณขีปนาวุธภายในประเทศของสหรัฐฯ ลดลง แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า สหรัฐฯ เคยรวมสินทรัพย์ด้านระบบป้องกันขีปนาวุธไว้ในความช่วยเหลือทางทหารแก่อิสราเอลมาแล้วในอดีต
