สำนักข่าว Bloomberg ชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมย้อนแย้งที่คุ้นเคยของผู้นำการปฏิวัติ ที่มักใช้เวลาประณามความเสื่อมโทรมของชาติตะวันตก แต่กลับลักลอบซุกซ่อนความมั่งคั่งมหาศาลไว้ในย่านที่แพงที่สุดของเมืองหลวงแห่งระบบทุนนิยม
🔵 [ม่านบังตาทางศาสนา และเครือข่ายมือเปื้อนเลือด]
โมจตาบาในวัย 56 ปี เป็นบุตรชายคนที่ 2 จากพี่น้องทั้งหมด 6 คน (ชาย 4 หญิง 2) เขาเติบโตมาในห้องเครื่องส่วนในสุดของอำนาจการปฏิวัติ ไม่ได้ก้าวขึ้นมาด้วยการเลือกตั้ง แต่ใช้วิธีวางตัวเป็น "ผู้คุมประตู" ของบิดา ผู้ที่ต้องการเข้าถึงผู้นำสูงสุดต่างต้องผ่านการคัดกรองจากเขาทั้งสิ้น
ในด้านคุณสมบัติทางศาสนา เขาเป็นเพียงนักบวชระดับกลาง หรือ "ฮุจจาโตเลสลัม" ไม่ใช่ระดับ "มหาอยาตอลลาห์" ซึ่งเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำของการเป็นผู้นำสูงสุดตามธรรมเนียมชีอะห์ ทว่ากลไกของรัฐก็เลือกที่จะปกปิดและมองข้ามข้อบกพร่องนี้ไป
อำนาจที่แท้จริงของโมจตาบาหยั่งรากลึกมาตั้งแต่ช่วงสงครามอิหร่าน-อิรัก (1980-1988) เมื่อเขาประจำการในกองพลที่ 27 โมฮัมหมัด รอซูลุลลอฮ์ ซึ่งเป็นรากฐานสายสัมพันธ์อันแนบแน่นกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) และกองกำลังกึ่งทหารบาซิช (Basij) รัฐบาลตะวันตกตระหนักถึงอำนาจมืดนี้มานาน โดยในปี 2019 สหรัฐฯ ได้ประกาศคว่ำบาตรโมจตาบาอย่างเป็นทางการในฐานะตัวแทนของผู้นำสูงสุด
เครือข่ายความมั่นคงเหล่านี้คือเครื่องมือทางการเมืองที่ทรงพลัง ในช่วงกลางทศวรรษ 2000 เขามีบทบาทสำคัญในการผลักดัน มาห์มูด อาห์มาดิเนจาด ให้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2005 ก่อนจะใช้กองกำลังเหล่านี้เป็นทั้งโล่และดาบของระบอบ โดยเฉพาะการปราบปรามความเห็นต่างอย่างโหดเหี้ยมในเหตุการณ์ประท้วง "ขบวนการสีเขียว" (Green Movement) ปี 2009 ที่มีการจับกุม ทรมาน และสังหารผู้ประท้วงจำนวนมาก จนชาวอิหร่านจดจำเขาในฐานะสัญลักษณ์ของรัฐบาลมือเปื้อนเลือด