svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Nation Story

STORY : ผ่าแฟ้มลับ ‘โมจตาบา คาเมเนอี’ ผู้นำใหม่อิหร่าน มหาเศรษฐีซ่อนรูปที่อันตรายกว่านิวเคลียร์

15 มี.ค. 2569

การก้าวขึ้นสู่อำนาจของ "โมจตาบา คาเมเนอี" ในฐานะผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน กำลังสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาคมโลก ประวัติศาสตร์ส่วนตัวของชายผู้นี้เต็มไปด้วยความย้อนแย้งอย่างสุดขั้ว

ตั้งแต่การครอบครองพอร์ตอสังหาริมทรัพย์มูลค่ามหาศาลในกรุงลอนดอน การคุมเครือข่ายมือปราบที่โหดเหี้ยม ไปจนถึงอุดมการณ์และความฝันอันบ้าคลั่ง ทั้งหมดนี้ คือเบื้องหลังของผู้ชายที่ถูกอดีตคนสนิทประเมินไว้ว่า เป็นบุคคลที่อันตรายยิ่งกว่าอาวุธนิวเคลียร์ 50 ลูกรวมกัน

 

🔵 [ชีวิตดั่งเจ้าชาย และขุมทรัพย์ลับกลางลอนดอน]

ก่อนจะสวมบทบาทผู้นำสูงสุดทางจิตวิญญาณ โมจตาบา เคยใช้ชีวิตที่หรูหราฟู่ฟ่าไม่ต่างจากมหาเศรษฐีหรือเจ้าชายแห่งตะวันออกกลาง 

 

ย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว เขาและภรรยา (ซาห์รา ฮัดดาด-อาเดล) เดินทางไปกรุงลอนดอนเพื่อรับการรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยเทคโนโลยีการแพทย์ของตะวันตก การเดินทางครั้งนั้นเต็มไปด้วยคณะผู้ติดตาม บอดี้การ์ด 20 นาย และวงเงินสินเชื่อแบบไม่จำกัด โดยพำนักอยู่ที่โรงแรมเชอราตันบนถนนพาร์คเลนยาวนานถึง 2 เดือน ใช้จ่ายเงินไปราว 1 ล้านปอนด์ จนกระทั่งให้กำเนิดบุตรชายชื่อ "บาเกอร์" ซึ่งถูกขนานนามในวงในว่า "เด็กชายหนึ่งล้านปอนด์"

 

เครือข่ายความมั่งคั่งของเขายังเชื่อมโยงกับกลุ่มอสังหาริมทรัพย์หรูในลอนดอนมูลค่ากว่า 100 ล้านปอนด์ หนึ่งในนั้นคืออพาร์ตเมนต์ใน Palace Green ตรงข้ามพระราชวัง Kensington ซึ่งมีจุดเด่นคือสามารถมองเห็นสถานทูตอิสราเอลได้อย่างชัดเจน 

 

นอกจากนี้ยังมีคฤหาสน์หรูบนถนน "Billionaires' Row" (Bishops Avenue) เช่น คฤหาสน์ Jersey House มูลค่ากว่า 30 ล้านปอนด์ ที่ถูกซื้อผ่านนายธนาคารนอมินีและบริษัทนอกประเทศ (Shell Companies) บนเกาะแมน เพื่อปกปิดกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง

สำนักข่าว Bloomberg ชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมย้อนแย้งที่คุ้นเคยของผู้นำการปฏิวัติ ที่มักใช้เวลาประณามความเสื่อมโทรมของชาติตะวันตก แต่กลับลักลอบซุกซ่อนความมั่งคั่งมหาศาลไว้ในย่านที่แพงที่สุดของเมืองหลวงแห่งระบบทุนนิยม

 

🔵 [ม่านบังตาทางศาสนา และเครือข่ายมือเปื้อนเลือด]

โมจตาบาในวัย 56 ปี เป็นบุตรชายคนที่ 2 จากพี่น้องทั้งหมด 6 คน (ชาย 4 หญิง 2) เขาเติบโตมาในห้องเครื่องส่วนในสุดของอำนาจการปฏิวัติ ไม่ได้ก้าวขึ้นมาด้วยการเลือกตั้ง แต่ใช้วิธีวางตัวเป็น "ผู้คุมประตู" ของบิดา ผู้ที่ต้องการเข้าถึงผู้นำสูงสุดต่างต้องผ่านการคัดกรองจากเขาทั้งสิ้น

 

ในด้านคุณสมบัติทางศาสนา เขาเป็นเพียงนักบวชระดับกลาง หรือ "ฮุจจาโตเลสลัม" ไม่ใช่ระดับ "มหาอยาตอลลาห์" ซึ่งเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำของการเป็นผู้นำสูงสุดตามธรรมเนียมชีอะห์ ทว่ากลไกของรัฐก็เลือกที่จะปกปิดและมองข้ามข้อบกพร่องนี้ไป

 

อำนาจที่แท้จริงของโมจตาบาหยั่งรากลึกมาตั้งแต่ช่วงสงครามอิหร่าน-อิรัก (1980-1988) เมื่อเขาประจำการในกองพลที่ 27 โมฮัมหมัด รอซูลุลลอฮ์ ซึ่งเป็นรากฐานสายสัมพันธ์อันแนบแน่นกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) และกองกำลังกึ่งทหารบาซิช (Basij) รัฐบาลตะวันตกตระหนักถึงอำนาจมืดนี้มานาน โดยในปี 2019 สหรัฐฯ ได้ประกาศคว่ำบาตรโมจตาบาอย่างเป็นทางการในฐานะตัวแทนของผู้นำสูงสุด

 

เครือข่ายความมั่นคงเหล่านี้คือเครื่องมือทางการเมืองที่ทรงพลัง ในช่วงกลางทศวรรษ 2000 เขามีบทบาทสำคัญในการผลักดัน มาห์มูด อาห์มาดิเนจาด ให้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2005 ก่อนจะใช้กองกำลังเหล่านี้เป็นทั้งโล่และดาบของระบอบ โดยเฉพาะการปราบปรามความเห็นต่างอย่างโหดเหี้ยมในเหตุการณ์ประท้วง "ขบวนการสีเขียว" (Green Movement) ปี 2009 ที่มีการจับกุม ทรมาน และสังหารผู้ประท้วงจำนวนมาก จนชาวอิหร่านจดจำเขาในฐานะสัญลักษณ์ของรัฐบาลมือเปื้อนเลือด

🔵 [อุดมการณ์สุดโต่ง และไฟแค้นที่รอวันชำระ]

แม้กลไกรัฐบางส่วนจะพยายามสร้างภาพลักษณ์ให้เขาดูเป็นนักปฏิรูปสมัยใหม่เพื่อลดกระแสต่อต้าน แต่ จาเบอร์ ราจาบี อดีตเพื่อนร่วมเรียนที่โรงเรียนสอนศาสนาในเมืองกอม ยืนยันว่าโมจตาบามีแนวคิดที่สุดโต่งยิ่งกว่าบิดาของเขาเสียอีก เขาถูกขับเคลื่อนด้วยความเชื่อทางอุดมการณ์ที่คลั่งไคล้ และเชื่อมั่นในบทบาทประวัติศาสตร์ของตนเองว่าจะต้องเป็นผู้นำกองทัพธงดำไปทำลายล้างอิสราเอลและปลดปล่อย

เยรูซาเลม

 

🔵 [ปฐมบทแห่งสงครามล้างแค้น]

ปัจจัยที่ทำให้เขากลายเป็นผู้นำที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในเวลานี้ คือจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิต เมื่อภรรยาและลูกชายของเขา ตลอดจนบิดาผู้เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร ถูกสังหารในปฏิบัติการโจมตีร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่เคลียร์ทางให้เขาก้าวขึ้นสู่อำนาจสูงสุด แต่ยังเติมเชื้อไฟแห่งความโกรธแค้นลงในใจของบุรุษผู้กุมอำนาจทางทหารที่เบ็ดเสร็จที่สุดในประเทศ

 

โมจตาบา คาเมเนอี คือผลผลิตที่สมบูรณ์แบบของการทุจริตทางการเงิน ความลับดำมืด และเครือข่ายความมั่นคงที่ไร้ความปรานี การก้าวขึ้นสู่อำนาจของเขาพร้อมกับไฟแค้นส่วนตัวที่มีต่อสหรัฐฯ และอิสราเอล ถือเป็นสัญญาณอันตรายขั้นสูงสุด โลกตะวันออกกลางและระเบียบความมั่นคงระหว่างประเทศนับจากนี้ จะต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงจากผู้นำเผด็จการในคราบนักบวช ที่พร้อมจะใช้ทุกสรรพกำลังเพื่อการแก้แค้นอย่างไม่มีขีดจำกัด