พอร์ตลับ “โมจตาบา” ผู้นำอิหร่านคนใหม่ ทรัพย์สิน อสังหาฯ มั่งคั่ง
15 มี.ค. 2569
พอร์ตลับ “โมจตาบา คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ พบการสะสม ทรัพย์สิน อสังหาฯ ธุรกิจ ซ่อนความมั่งคั่งทั่วโลก
ข่าว
15 มี.ค. 2569
พอร์ตลับ “โมจตาบา คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ พบการสะสม ทรัพย์สิน อสังหาฯ ธุรกิจ ซ่อนความมั่งคั่งทั่วโลก
15 มีนาคม 2569 กรุงเทพธุรกิจ รายงานเกี่ยวกับทรัพย์สินจำนวนมหาศาลของ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ ระบุว่า บนถนนสายหนึ่งในย่านตอนเหนือของกรุงลอนดอน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อว่า “Billionaire’s Row” บ้านในย่านนี้เต็มไปด้วยคฤหาสน์หรูขนาดใหญ่ที่หลายหลังแทบไม่มีผู้อยู่อาศัย ตัวบ้านตั้งอยู่หลังแนวพุ่มไม้สูงและประตูสีดำทึบ พร้อมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยส่วนตัวในรถเอสยูวีสีเข้มคอยลาดตระเวนอยู่ด้านนอก
เบื้องหลังคฤหาสน์หรูเหล่านี้บนถนน The Bishops Avenue มีเครือข่ายทรัพย์สินที่เชื่อมโยงจาก "เตหะราน" ไปยัง "ดูไบและแฟรงก์เฟิร์ต" โดยความเป็นเจ้าของสุดท้ายของอสังหาริมทรัพย์จำนวนหนึ่งสามารถสืบย้อนกลับผ่านบริษัทเปลือกหอยหลายชั้น ไปถึงหนึ่งในบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในตะวันออกกลางขณะนี้ นั่นคือ "โมจตาบา คาเมเนอี" ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานเชิงสืบสวนเกี่ยวกับเส้นทางสินทรัพย์ของผู้นำอิหร่านรายนี้ ซึ่งใช้เวลาติดตามข้อมูลนานเกือบหนึ่งปี โดยอาศัยทั้งเอกสารอสังหาริมทรัพย์ เอกสารธุรกิจ และการสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงข้อมูลจากองค์กรด้านความโปร่งใสอย่าง Transparency International UK
รายงานดังกล่าวพบว่า แม้บรรดาชนชั้นนำของอิหร่านจะถูกสหรัฐและชาติตะวันตกใช้ "มาตรการคว่ำบาตร" มาอย่างต่อเนื่อง แต่ช่องโหว่ของระบบการเงินโลก ตั้งแต่โครงสร้างบริษัทนอกอาณาเขต ไปจนถึงการตรวจสอบผู้ถือผลประโยชน์ที่แท้จริงของบริษัทที่ยังไม่เข้มงวดนัก ยังคงเปิดทางให้เครือข่ายทุนเหล่านี้สามารถเคลื่อนย้ายเงินออกนอกประเทศและนำไปลงทุนในตลาดตะวันตกได้
จากการเปิดเผยของแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องอ้างว่า โมจตาบา คาเมเนอี วัย 56 ปี ดูแลเครือข่ายการลงทุนขนาดใหญ่ผ่านบริษัทที่จดทะเบียนในต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงในยุโรปและตะวันออกกลาง เพื่อเคลื่อนย้ายเงินทุนและลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียม แม้จะไม่ได้ถือครองทรัพย์สินในชื่อของตนเองโดยตรง แต่เขาก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมเหล่านั้น โดยข้อตกลงบางรายการมีมาตั้งแต่ปี 2011
อำนาจทางการเงินของเขาครอบคลุมตั้งแต่ธุรกิจขนส่งในอ่าวเปอร์เซีย บัญชีธนาคารในสวิตเซอร์แลนด์ ไปจนถึงอสังหาริมทรัพย์หรูในสหราชอาณาจักร รวมมูลค่ามากกว่า 100 ล้านปอนด์ (เกือบ 4,500 ล้านบาท) เครือข่ายบริษัทดังกล่าวช่วยให้สามารถนำเงินทุนจำนวนมหาศาล ซึ่งการประเมินระบุว่ามีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์เข้าสู่ตลาดตะวันตกได้ แม้เขาจะถูกสหรัฐคว่ำบาตรตั้งแต่ปี 2019
กลยุทธ์สำคัญที่ทำให้เครือข่ายการลงทุนนี้อยู่มาได้นานก็คือ การไม่ใส่ชื่อเป็นเจ้าของในเอกสาร แต่อาศัยนายหน้าและบริษัทหน้าฉากหลายชั้นแทน โดยหนึ่งในบุคคลสำคัญที่สุดในเครือข่ายนี้ก็คือ "อาลี อันซารี" นักธุรกิจอิหร่าน วัย 57 ปี ซึ่งเป็นมหาเศรษฐีด้านอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้างที่มีบทบาทเป็น "ท่อน้ำเลี้ยง" ในต่างประเทศ
ทางการสหราชอาณาจักรได้ประกาศคว่ำบาตรอันซารี เมื่อเดือน ต.ค. 2025 โดยระบุว่าเขาเป็น "นักธุรกิจและนายธนาคารอิหร่านที่มีพฤติกรรมทุจริต" และให้การสนับสนุนทางการเงินแก่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่าน อันซารีปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดผ่านทนายความ โดยยืนยันว่า "ไม่เคยมีความสัมพันธ์ทางการเงินหรือความสัมพันธ์ส่วนตัวใดๆ กับ “โมจตาบา คาเมเนอี" และแสดงเจตนาที่จะต่อสู้คดีในชั้นศาล
รายงานอ้างว่า โมจตาบา ได้สั่งสมอาณาจักรการลงทุนระหว่างประเทศมูลค่ารวมกว่า 138 ล้านดอลลาร์ ครอบคลุมตั้งแต่บัญชีธนาคารในสวิตเซอร์แลนด์ อสังหาริมทรัพย์หรูในลอนดอน ไปจนถึงโรงแรมระดับห้าดาวในยุโรป
หนึ่งในทรัพย์สินที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดคือ บ้านหรูราคา 33.7 ล้านปอนด์บนถนน The Bishops Avenue ซึ่งเป็นย่านที่มีคฤหาสน์มูลค่าหลายสิบล้านปอนด์และเป็นที่อยู่อาศัยหรือลงทุนของมหาเศรษฐีจากทั่วโลก รวมถึงวิลลาหรูในดูไบที่ถูกเรียกว่า "เบเวอร์ลีฮิลส์แห่งดูไบ"
รายงานยังระบุว่า เครือข่ายเดียวกันมีความเชื่อมโยงกับโรงแรมระดับ 5 ดาวในเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ของเยอรมนี รวมถึงรีสอร์ตและอสังหาริมทรัพย์ในยุโรปตอนใต้ เช่น มายอร์กา ในสเปน
ทรัพย์สินบางส่วนยังรวมถึงอสังหาริมทรัพย์ในกรุงปารีส และเพนต์เฮาส์ในโตรอนโต โดยเงินลงทุนซื้อขายอสังหาฯ เหล่านี้ถูกโอนผ่านบัญชีธนาคารในสหราชอาณาจักร สวิตเซอร์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทรัพย์สินบางส่วนปรากฏในนามของอันซารี และบางส่วนอยู่ภายใต้บริษัทที่จดทะเบียนใน Isle of Man โดยมีอันซารีเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงเพียงคนเดียว
การขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุดของคาเมเนอี ไม่ได้หมายถึงเพียงการสืบทอดอำนาจทางการเมือง แต่ยังหมายถึงการควบคุมอาณาจักรเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของอิหร่านด้วย เช่น องค์กรขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Execution of Imam Khomeini’s Order (SETAD) ซึ่งก่อตั้งขึ้นหลังการปฏิวัติอิสลามในปี 1979 และทำหน้าที่บริหารทรัพย์สินและกิจการเชิงพาณิชย์มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ ผู้นำสูงสุดยังมีอำนาจเหนือ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงกองกำลังกึ่งทหาร แต่ยังขยายตัวกลายเป็นจักรวรรดิทางธุรกิจขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมน้ำมัน คมนาคม ธนาคาร เกษตรกรรม การแพทย์ และอสังหาริมทรัพย์ บริษัทวิศวกรรมคาทัม อัล อันบิยา ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ IRGC ได้สร้างทั้งโรงกลั่นน้ำมัน เส้นทางรถไฟ เขื่อน และท่อส่งก๊าซธรรมชาติ และยังเป็นผู้บริหารสนามบินนานาชาติเตหะราน
สถาบันวิจัย Clingendael ระบุในรายงานเมื่อเดือน ต.ค.2025 ว่า แม้ "มูลนิธิ" ต่างๆ ในเครือ IRGC จะก่อตั้งขึ้นด้วยเป้าหมายทางศาสนาและการปฏิวัติในตอนแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไป การสะสมความมั่งคั่งได้กลายเป็นเป้าหมายในตัวเอง กลายเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ในรูปแบบบรรษัทที่หลุดพ้นจากการตรวจสอบ แต่กลับอยู่ใจกลางฐานอำนาจของรัฐปฏิวัติ
ทั้งนี้ กระทรวงต่างประเทศของอิหร่าน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กระทรวงการคลังสหรัฐ และสหภาพยุโรป ไม่ได้ตอบคำถามในการขอความคิดเห็นต่อบทความนี้ ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศของสหราชอาณาจักรระบุว่าไม่เปิดเผยข้อมูลในคดีเฉพาะราย
ที่มา: Bloomberg , กรุงเทพธุรกิจ
