svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

เจาะลึก 5 ยุทธศาสตร์ลับเตหะราน "สหรัฐฯ-อิสราเอล" อย่าหลงดีใจชัยชนะชั่วคราว

04 มี.ค. 2569

เจาะลึก 5 ยุทธศาสตร์ลับเตหะราน ตั้งแต่กองโจรโมเสกจนถึงเมืองขีปนาวุธใต้ดิน หวังลากสหรัฐฯ เข้าสู่เกมยาวบั่นทอนงบประมาณและคะแนนเสียงเลือกตั้งกลางเทอม

4 มีนาคม 2569 อาจารย์กฤษฎา บุญเรือง นักรัฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากจุฬาฯ และม.มิชิแกน ได้นำเสนอทัศนะเชิงลึกผ่านบทวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ที่อาจทำให้ชัยชนะทางยุทธวิธีเปลี่ยนเป็นความพ่ายแพ้ทางการเมืองผ่าน 5 ปัจจัยหลัก

โดย อาจารย์กฤษฎา ระบุว่า เมื่อชัยชนะชั่วครู่ของสหรัฐฯและอิสราเอล กำลังเผชิญกับ "ยุทธศาสตร์ความอดทน" ของอิหร่าน

โลกในวันที่ 2 มีนาคม 2026 ตื่นขึ้นมาพร้อมกับพาดหัวข่าวที่ดูเหมือนจะเป็นการอวสานของมหาอำนาจระดับภูมิภาคอย่างสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ปฏิบัติการ "Epic Fury" ของสหรัฐอเมริกา และ "Roaring Lion" ของอิสราเอล ซึ่งเปิดฉากขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้สำแดงแสนยานุภาพทางอากาศและทางเรือ ภายในเวลาไม่ถึง 72 ชั่วโมง กองทัพเรืออิหร่าน (Artesh) และกองเรือพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC Navy) ถูกลดทอนสถานะจากผู้คุมกฎในช่องแคบฮอร์มุซ กลายเป็นเพียงซากปรักหักพังใต้ก้นทะเล

รายงานจากหน่วยบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) และภาพถ่ายดาวเทียมความละเอียดสูงยืนยันว่า เรือรบหลักอย่างน้อย 9 ลำ รวมถึงเรือฐานปฏิบัติการส่วนหน้าขนาดมหึมาอย่าง IRIS Makran และเรือบรรทุกโดรนรุ่นใหม่ Shahid Bagheri ถูกทำลายอย่างเบ็ดเสร็จ ณ ที่จอดเรือ ศูนย์บัญชาการกองทัพเรือที่บันดาร์อับบาสแหลกสลายด้วยขีปนาวุธนำวิถีความแม่นยำสูง ในแง่ของวิชาการทหารรูปแบบปกติ นี่คือความปราชัยทางยุทธวิธีที่ไม่อาจปฏิเสธได้

อย่างไรก็ตาม ผมขอเสนอทัศนะเชิงเตือนภัยว่า อย่าเพิ่งรีบสรุปบทสุดท้ายของความขัดแย้งนี้เพียงเพราะภาพความเสียหายบนผิวน้ำ หากเรามองผ่าน "หมอกแห่งสงคราม" (Fog of War) เข้าไปถึงรากฐานของหลักนิยมการทหารอิหร่าน เราจะพบว่าเตหะรานไม่ได้เตรียมตัวมาเพื่อเอาชนะสหรัฐฯ ในการรบแบบซึ่งหน้า แต่พวกเขาเตรียมตัวมาเพื่อ "ไม่แพ้" และกำลังลากฝ่ายพันธมิตรเข้าสู่เกมที่พวกเขาถนัดที่สุด นั่นคือ "ยุทธศาสตร์ความอดทน" (The Long Game)

1. ยุทธศาสตร์ Mosaic Defense: การเปลี่ยนรัฐให้กลายเป็นกองโจร

ความผิดพลาดประการสำคัญของฝ่ายวางแผนยุทธศาสตร์ตะวันตกในอดีต คือความเชื่อที่ว่าการทำลาย "หัวมังกร" หรือศูนย์บัญชาการกลางจะนำไปสู่การล่มสลายของระบบทั้งหมด แต่อิหร่านได้บทเรียนจากสงครามในอดีตและซุ่มเตรียมการรับมือเรื่องนี้มานับทศวรรษด้วยหลักนิยมที่เรียกว่า "Mosaic Defense" หรือการป้องกันแบบโมเสก

ตามรายงานจากสถาบันคลังสมองระดับโลกอย่าง CSIS และ IISS อิหร่านได้กระจายอำนาจการตัดสินใจไปยังหน่วย IRGC จำนวน 31 หน่วยทั่วประเทศ โดยแบ่งตามขอบเขตจังหวัด แต่ละหน่วยมีลักษณะเป็น "กองทัพขนาดเล็ก" ที่มีอิสระในการตัดสินใจสั่งการอาวุธในมือ ไม่ว่าจะเป็นโดรนพลีชีพหรือขีปนาวุธพิสัยใกล้ โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากเตหะรานหากระบบสื่อสารกลางถูกตัดขาด

เป้าหมายของยุทธศาสตร์นี้คือการสร้างภาวะที่สหรัฐฯ ไม่มี "เป้าหมายเดียว" (Single Point of Failure) ให้โจมตีเพื่อเผด็จศึก แม้ทำเนียบขาวจะสามารถทำลายฐานทัพหลักหรือกำจัดผู้นำระดับสูงได้ แต่ "เซลล์" สงครามกองโจรในระดับรัฐเหล่านี้จะยังคงทำหน้าที่ก่อกวนและโจมตีโต้กลับอย่างต่อเนื่อง ทำให้การประกาศชัยชนะอย่างเป็นทางการของฝ่ายสหรัฐฯ กลายเป็นเรื่องยากลำบากในทางปฏิบัติ

2. Financial Attrition: กับดักเศรษฐศาสตร์ในสมรภูมิคลังแสง

ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดในสงครามครั้งนี้อาจไม่ใช่จำนวนความสูญเสียทางกายภาพในช่วงแรก แต่คือ "ความเหลื่อมล้ำของต้นทุนทางการทหาร" อ้างอิงจากงานวิจัยของ Stimson Center และ RAND Corporation สงครามครั้งนี้กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า "อาวุธราคาถูก" สามารถบั่นทอน "งบประมาณมหาศาล" ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด

อิหร่านหันมาพึ่งพาโดรนตระกูล Shahed ซึ่งมีราคาต้นทุนเพียงลำละ 20,000 ถึง 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในการโจมตีแบบรุมสกรัม (Swarm Attack) เพื่อบีบให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศอันทันสมัยของสหรัฐฯ และอิสราเอล เช่น Patriot (PAC-3) หรือ SM-6 ซึ่งมีราคาลูกละ 2 ถึง 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต้องยิงสกัดกั้น

หากสงครามยืดเยื้อเกินกว่ากรอบเวลา 5 สัปดาห์ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คาดการณ์ไว้ สหรัฐฯ จะเผชิญกับสภาวะที่คลังอาวุธสกัดกั้น (Interceptors) เริ่มร่อยหรอ การต้องใช้ทรัพยากรทางการเงินมหาศาลเพื่อแลกกับการทำลายอาวุธราคาถูกคือชัยชนะในเชิงเศรษฐศาสตร์ของอิหร่าน ในระยะยาว สหรัฐฯ อาจต้องเลือกระหว่างการถอนตัวออกไป หรือแบกรับภาระทางการคลังที่อาจนำไปสู่วิกฤตงบประมาณและความไม่พอใจของผู้เสียภาษีในประเทศ

3. Missile Cities: ป้อมปราการใต้ภูเขาและไพ่ตายทางยุทธศาสตร์

แม้แสนยานุภาพบนผิวน้ำของอิหร่านจะอวสานลงไปแล้ว แต่อำนาจการโจมตีจากชายฝั่งยังคงเป็นภัยคุกคามที่รุนแรง ข้อมูลทางวิชาการยืนยันถึงการมีอยู่ของ "เมืองขีปนาวุธใต้ดิน" (Missile Cities) ที่ขุดลึกลงไปในภูเขาหินแข็งตามแนวชายฝั่งที่คดเคี้ยวและพื้นที่ทางตะวันตก

ฐานทัพเหล่านี้เปรียบเสมือนป้อมปราการที่ยากต่อการทำลาย แม้จะใช้ระเบิดทำลายบังเกอร์ (Bunker Buster) รุ่นล่าสุดก็ตาม เนื่องจากมีระบบอุโมงค์เชื่อมต่อที่ซับซ้อนและมีการอำพรางอย่างดีเยี่ยม อิหร่านยังมีขีปนาวุธวิถีโค้งและขีปนาวุธร่อนสะสมอยู่อีกกว่า 3,000 ลูก ซึ่งพร้อมจะถูกนำออกมาใช้งานเพื่อปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัย ตราบใดที่ฐานยิงเหล่านี้ยังไม่ถูกกำจัด ตลาดพลังงานโลกจะยังคงอยู่ในสภาวะอัมพาต และราคาน้ำมันจะกลายเป็นตัวประกันในสงครามครั้งนี้

4. Pain-Sharing และผลกระทบต่ออิสราเอล: การกระจายความเสี่ยงสู่ภูมิภาค

ยุทธศาสตร์ของเตหะรานในปัจจุบันคือการ "แชร์ความเจ็บปวด" (Pain-Sharing) ไปยังพันธมิตรของสหรัฐฯ ในภูมิภาค ทั้งอิสราเอลและกลุ่มประเทศอ่าว (Gulf States) การโจมตีโรงกลั่นน้ำมันหรือระบบสาธารณูปโภคไม่ได้มีเป้าหมายทางทหารเพียงอย่างเดียว แต่มีเป้าหมายทางการเมืองเพื่อบั่นทอนความเชื่อมั่น

สำหรับอิสราเอล หากระบบป้องกันภัยทางอากาศเริ่มอ่อนแรงลงจากการต้องรับมือกับโดรนและขีปนาวุธจำนวนมหาศาล ความเสียหายสะสมในเขตพลเรือนจะสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อรัฐบาล แรงกดดันนี้จะกลายเป็นปัจจัยบีบคั้นให้ฝ่ายพันธมิตรต้องมองหา "ทางลง" (Off-ramp) ทางยุทธศาสตร์ก่อนที่โครงสร้างสังคมและความมั่นคงภายในจะได้รับความเสียหายจนเกินเยียวยา

5. แรงกดดันภายในสหรัฐฯ: เลือด เนื้อ และสนามรบ

การเมือง

ปัจจัยที่เปราะบางที่สุดและอาจเป็นจุดชี้ขาดของสงครามครั้งนี้ คือ "กระแสสาธารณชนและการเมืองภายในสหรัฐฯ"

 • ความสูญเสียทางทหาร: CENTCOM ยืนยันว่ามีทหารสหรัฐฯ เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 6 นาย และบาดเจ็บอีกจำนวนมากจากการโจมตีโต้กลับ ตัวเลขนี้แม้ดูไม่มากในเชิงสถิติสงคราม แต่ในยุคข้อมูลข่าวสารปัจจุบัน ความสูญเสียเพียงเล็กน้อยก็สามารถกลายเป็นกระแสคัดค้านสงครามและการประท้วงบนท้องถนนในวอชิงตันได้
 • การเลือกตั้งกลางเทอม: ด้วยการเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Elections) ที่กำลังใกล้เข้ามา ภาพของความสูญเสียประกอบกับราคาน้ำมันดิบ Brent ที่พุ่งแตะ 82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่มีอานุภาพทำลายล้างต่อรัฐบาลปัจจุบัน หากสงครามยืดเยื้อจนส่งผลกระทบต่อปากท้องของชาวอเมริกัน ทำเนียบขาวอาจถูกบีบให้ต้องยุติการปฏิบัติการก่อนที่เป้าหมายทางทหารจะบรรลุผล

บทสรุป: 

ชัยชนะบนกองซากปรักหักพังและความเหนื่อยล้าทางยุทธศาสตร์ในเชิงวิชาการทหาร สหรัฐฯ และอิสราเอลอาจได้รับชัยชนะในยกแรกอย่างเบ็ดเสร็จ กองทัพเรืออิหร่านล่ม ศูนย์บัญชาการแหลกสลาย แต่นั่นเป็นเพียงชัยชนะในสมรภูมิที่ใช้กำลังกายภาพตัดสิน อิหร่านในตอนนี้กำลังย้ายการต่อสู้ไปสู่สนามที่ชื่อว่า "ความอดทนและต้นทุน"

หากอิหร่านสามารถยื้อเวลาให้สงครามก้าวข้ามสัปดาห์ที่ 5 ไปได้ ความสูญเสียสะสมของกำลังพลสหรัฐฯ ความโกลาหลทางการเมืองจากการประท้วง และภาวะเงินเฟ้อที่เกิดจากวิกฤตพลังงาน จะกลายเป็นแรงกดดันมหาศาลที่บีบให้สหรัฐฯ และอิสราเอลต้องยอมรับการเจรจาหรือหาทางลงทางยุทธศาสตร์เพื่อรักษาฐานอำนาจภายในไว้

อวสานของกองทัพเรืออิหร่านอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จในช่วงสั้นๆ แต่ความพ่ายแพ้ที่แท้จริงของสหรัฐฯ ในสงครามครั้งนี้อาจมาในรูปแบบของ "ความเหนื่อยล้า" จากการแบกรับต้นทุนที่แพงเกินไป ทั้งในแง่ของงบประมาณ คะแนนเสียง และชีวิตของชายชาติทหาร ในท้ายที่สุด ผู้ที่สามารถยืนหยัดอยู่ได้นานที่สุดท่ามกลางกองซากปรักหักพัง อาจเป็นผู้ที่ได้รับชัยชนะในเชิงการเมืองที่แท้จริง