svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

ทรัมป์ขู่จัดหนักอิหร่าน! ยื่นคำขาดเลิกนิวเคลียร์-ขู่ส่งกองทัพถล่ม

11 ก.พ. 2569

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยกระดับคำขู่ต่ออิหร่าน ลั่นหากไม่ยอมรับข้อตกลงนิวเคลียร์และอาวุธนำวิถี สหรัฐฯ พร้อมดำเนินมาตรการ "ขั้นเด็ดขาด" เผยแผนส่งเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 2 เข้าประจำการอ่าวเปอร์เซียจี้เตหะรานเข้าสู่โต๊ะเจรจา

สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางทวีความตึงเครียดถึงขีดสุด หลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่ออิสราเอลและ Fox Business เมื่อวันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 โดยยื่นคำขาดต่อรัฐบาลอิหร่านว่า หากไม่ยอมตกลงตามข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ในเร็วๆ นี้ เตหะรานจะต้องเผชิญกับมาตรการตอบโต้ทางทหารที่ "หนักหน่วงและรุนแรง" (Something very tough) พร้อมเปรียบเทียบสถานการณ์ครั้งนี้กับปฏิบัติการในเวเนซุเอลาที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เพื่อแสดงให้เห็นว่ากองทัพสหรัฐฯ พร้อมที่จะปฏิบัติภารกิจด้วยความเร็วและความรุนแรงหากจำเป็น

 

ยุทธศาสตร์กดดันสูงสุด (Maximum Pressure)

รัฐบาลทรัมป์ได้ยื่นข้อเสนอหลัก 3 ประการให้อิหร่านปฏิบัติตามทันที ประกอบด้วย

  1. ยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมโดยเด็ดขาด
  2. ตัดความสัมพันธ์กับกลุ่มตัวแทน (Proxies) ในภูมิภาค
  3. จำกัดการสะสมขีปนาวุธข้ามทวีป ซึ่งเป็นสิ่งที่อิสราเอลให้ความกังวลอย่างมาก

โดยในขณะนี้สหรัฐฯ ได้ส่ง "กองเรือขนาดใหญ่" นำโดยเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น เข้าประจำการในพื้นที่แล้ว และมีรายงานว่ากำลังพิจารณาส่งเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 2 เข้าไปสมทบเพื่อกดดันอิหร่านให้เข้าสู่โต๊ะเจรจา

เสียงคัดค้านจากภายในสหรัฐฯ

ท่าทีที่แข็งกร้าวของทรัมป์สร้างความกังวลให้กับกลุ่มสิทธิมนุษยชนและสมาชิกสภาคองเกรสบางส่วน โดยมีการยื่นร่างมติอำนาจสงคราม (War Powers Resolution) เพื่อพยายามจำกัดอำนาจของประธานาธิบดีในการสั่งโจมตีทางทหารโดยไม่ผ่านการอนุมัติจากสภาฯ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าการกดดันทางทหารควบคู่ไปกับวิกฤตการประท้วงภายในอิหร่านที่รัฐบาลเตหะรานเพิ่งปราบปรามอย่างรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตนับพันคน อาจเป็นชนวนเหตุที่นำไปสู่ความขัดแย้งในวงกว้างที่ยากจะควบคุม หากการเจรจาทางการทูตผ่านตัวกลางอย่างโอมานไม่ประสบความสำเร็จในสัปดาห์นี้

วิเคราะห์ข้อเรียกร้องและมาตรการของสหรัฐฯ

สำหรับข้อเรียกร้องหลักของสหรัฐฯ ในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การกดดันให้อิหร่านยุติโครงการนิวเคลียร์และการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมโดยสิ้นเชิง รวมถึงการจำกัดคลังแสงขีปนาวุธข้ามทวีปซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของมาตรการเชิงรุกที่รัฐบาลทรัมป์นำมาใช้ โดยมาตรการทางทหารที่ถูกนำมาเสริมทัพคือการเคลื่อนกำลังพลและเรือบรรทุกเครื่องบินเข้าประจำการในลักษณะที่พร้อมปฏิบัติการทันที หรือที่ทรัมป์ระบุว่าอยู่ในสถานะเตรียมพร้อมสูงสุดเพื่อรอการสั่งการ

ขณะเดียวกัน ท่าทีที่แข็งกร้าวดังกล่าวยังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการบีบให้เตหะรานกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาผ่านตัวกลางอย่างสุลต่านแห่งโอมานเพื่อหาทางออกทางการทูตที่สหรัฐฯ มองว่ายุติธรรมและเท่าเทียม โดยควบคู่ไปกับการออกคำสั่งเตือนให้เรือพาณิชย์หลีกเลี่ยงน่านน้ำที่เป็นอันตรายเพื่อป้องกันเหตุปะทะที่อาจบานปลาย ซึ่งความเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้สะท้อนถึงยุทธศาสตร์การกดดันขั้นสูงสุดที่หวังผลลัพธ์ทั้งในด้านความมั่นคงและภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำในระดับสากลของประธานาธิบดีทรัมป์