เนชั่นทีวี

ข่าว

นักวิชาการ ชี้ผลกระทบสหรัฐฯ บุกจับ “มาดูโร” แต่คุม เวเนฯ ไม่ง่าย

06 ม.ค. 2569

นักวิชาการ ชี้ผลกระทบสหรัฐฯ บุกจับ “มาดูโร” แต่คุม เวเนฯ ไม่ง่าย

นักวิชาการ ชี้ผลกระทบ สหรัฐฯ บุกจับ “มาดูโร” อาจไม่ทำให้ “เวเนซุเอลา” มีอนาคตสดใสอย่างที่คิด ชี้การทำผิดกฎบัตรสหประชาชาติ อาจทำให้ลาตินอเมริกา หันไปพึ่ง “จีน” มากขึ้น

6 มกราคม 2569 ดร.สิเรมอร อัศวพรหมธาดา อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) วิเคราะห์ผลกระทบกรณีที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ไฟเขียวให้กองกำลังทหารสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการบุกจับกุม นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา เมื่อวันที่ 3 ม.ค. 2569 ตอนหนึ่งว่า หากมองปรากฎการณ์ครั้งนี้สะท้อนว่า สหรัฐฯได้ใช้อำนาจของตนในการบุกรุก ปราบปราม และเข้าแทรกแซงประเทศอื่นอย่างเข้มข้น โดยไม่รับฟังเสียงทัดทานจากนานาชาติที่มีเพิ่มมากขึ้น ตรงนี้เป็นสิ่งที่ประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ควรจับตาและเฝ้าระมัดระวัง เพราะถึงแม้ว่าจะไม่เกิดเหตุรุนแรงเช่นเดียวกับเวเนซุเอลา แต่การแทรกแซงอาจมาในรูปแบบอื่นๆ เช่น การเป็นตัวกลางในการเจรจาเรื่องไทย-กัมพูชา หรือการจัดการปัญหาสแกมเมอร์ข้ามชาติ ฯลฯ

ดร.สิเรมอร อัศวพรหมธาดา

 

นอกจากนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวมีโอกาสที่จะส่งผลกระทบทางอ้อมมาถึงประเทศไทยในเรื่องราคาน้ำมัน เพราะหากสหรัฐฯ เข้าไปจัดการน้ำมันในเวเนซุเอลา ตามที่โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุจริง ก็จะสามารถเพิ่มความสามารถในการกำหนดปริมาณน้ำมันในตลาดโลกและราคาน้ำมันได้ ตรงนี้อาจส่งผลกระทบมาถึงไทยได้ด้วยเช่นกัน

 

ทั้งนี้ ส่วนตัวรู้สึกเห็นด้วยที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ของประเทศไทย ออกแถลงการณ์ต่อกรณีดังกล่าวด้วยท่าทีที่เป็นกลาง ไม่โจมตีหรือประณามการกระทำของสหรัฐฯ และเรียกร้องในลักษณะที่ให้ทุกฝ่าย แก้ปัญหาด้วยสันติวิธี เคารพกฎบัตรสหประชาชาติ เพราะสหรัฐฯ เป็นพันธมิตรทางการทูตกับไทยมาอย่างยาวนาน

“สำหรับเวเนซุเอลานั้น ไทยไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางการทูตที่แน่นแฟ้นมากนัก ไทยไม่ได้มีสถานทูตอยู่ในเวเนซุเอลา และเวเนซุเอลาก็ไม่ได้เข้ามาตั้งสถานทูตในไทย ขณะที่สหรัฐฯ เป็นพันธมิตรทางการทูตกับไทยมาอย่างยาวนาน ฉะนั้นแถลงการณ์ที่ออกมาในลักษณะที่วางตัวเป็นกลาง ยึดหลักสากลที่ว่าด้วยเรื่องการแก้ปัญหาความขัดแย้งตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ จึงแนวทางที่ดีในสถานการณ์นี้” ดร.สิเรมอร กล่าว

 

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อถึงสถานการณ์เวเนซุเอลาและสหรัฐฯ ว่า ถึงแม้การดำเนินการของสหรัฐฯ จะทำให้ประชาชนเวเนซุเอลาจำนวนไม่น้อยออกมาเฉลิมฉลองและแสดงความดีใจ เพราะเชื่อว่าต้นเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำถูกทำให้พ้นไปแล้ว แต่ส่วนตัวเห็นว่า การเข้ามาของสหรัฐฯ ไม่สามารถการันตีอนาคตที่สดใสให้กับเวเนซุเอลาได้ง่ายดายอย่างที่คิด

 

มาดูโร

 

ทั้งนี้ เพราะเวเนซุเอลาอาจจะต้องอยู่ในภาวะความไม่แน่นอนทางการเมือง เศรษฐกิจ และความไม่มีเสถียรภาพต่อไป และอาจเกิดความวุ่นวายต่างๆ ภายในประเทศตามมาอีก เนื่องจากปฏิเสธไม่ได้ว่าตลอดระยะเวลาเกือบ 13 ปี ภายใต้การบริหารของนิโคลัส มาดูโร มีทั้งผู้ที่ได้รับผลประโยชน์และเสียผลประโยชน์ ดังนั้นการแสดงออกซึ่งความดีใจของประชาชนกลุ่มหนึ่ง จึงไม่ใช่ตัวชี้วัดสำคัญที่จะทำให้เห็นว่าระบบโครงสร้างทางการเมืองแบบระบบอุปถัมภ์ การขจัดผู้เห็นต่าง และการเมืองที่เน้นนโยบายประชานิยม ฯลฯ จะหายไป

 

อีกทั้ง ปัญหาความเปราะบางทางเศรษฐกิจอันเกิดจากการพึ่งพารายได้หลักจากน้ำมันเพียงอย่างเดียวโดยไม่ปรับตัวให้เข้าระบบเศรษฐกิจโลกที่มีความหลากหลายและซับซ้อนก็จะยังคงดำรงอยู่ต่อไป หากไม่เกิดการปรับตัว ซึ่งการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติเพื่อเป็นรายได้หลักเพียงอย่างเดียวเป็นปัญหาหลักทางเศรษฐกิจของหลายๆ ประเทศ ในลาตินอเมริกา

 

“สหรัฐฯ จับนิโคลัส มาดูโร ไปได้แล้ว เรื่องมันไม่ได้จบอยู่แค่นั้น สหรัฐฯ อาจต้องเสียต้นทุนอีกหลายอย่างจากการกระทำครั้งนี้ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคง เปรียบเทียบในสมัย จอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช ที่ได้เข้าไปปฏิบัติการทางทหารและช่วยฟื้นฟูด้านต่างๆ ในอิรัก อัฟกานิสถาน จนกระทั่งเมื่อสหรัฐฯ ถอนออกมา สุดท้ายแล้วทั้งอิรัก อัฟกานิสถาน ก็กลายเป็นประเทศที่ไม่ได้มีเสถียรภาพ เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง ขาดความชอบธรรม มีความแตกแยก และประเทศก็ไม่ได้ดีเหมือนที่คาดการณ์ ซึ่งมองไปไกลๆ เวเนซุเอลาก็จะต้องรอดูแบบนี้อีกเหมือนกัน” ดร.สิเรมอร กล่าว

 

นักวิชาการ ชี้ผลกระทบสหรัฐฯ บุกจับ “มาดูโร” แต่คุม เวเนฯ ไม่ง่าย

 

ดร.สิเรมอร กล่าวอีกว่า แหล่งพลังงานน้ำมันในเวเนซุเอลา ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของรัฐวิสาหกิจที่มีชื่อย่อว่า “PDVSA” ได้ดำเนินการจัดสรรปันส่วนให้สัมปทานและร่วมลงทุนกับคู่ค้าบริษัทน้ำมันจากหลายๆ ประเทศไปแล้ว รายใหญ่ที่สุดคาดว่าน่าจะเป็นจีน รองลงมาคือคู่ค้าหลายๆ ประเทศในแถบยุโรป

 

ดังนั้น หากสหรัฐฯ จะเข้าไปจัดการพลังงานน้ำมันเวเนซุเอลาอย่างที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศคำถามสำคัญคือสหรัฐฯ จะเข้าไปดีลหรือเข้าไปจัดการกับประเทศคู่ค้าเหล่านี้อย่างไร ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะดำเนินการแม้เวเนซุเอลาจะยังมีน้ำมันอยู่อีกเป็นจำนวนมาก ทว่า ที่จะเป็นไปได้มากที่สุดจากกรณีนี้ คือ สหรัฐฯได้เปรียบเรื่องการขนส่งน้ำมันจากแท่นขุดเจาะไปยังโรงกลั่นในรัฐลุยเซียนาและรัฐเท็กซัส ซึ่งมีระยะทางไม่ไกลมากนักจากเวเนซุเอลา เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำมันที่นำเข้ามาจากตะวันออกกลาง

 

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อว่า การกระทำของสหรัฐฯ ได้รับการถูกประณามอย่างหนักจากหลายประเทศ เพราะถือเป็นการขัดแย้งอย่างเห็นได้ชัดต่อกฎบัตรสหประชาชาติที่ได้ให้ความคุ้มครองอำนาจอธิปไตยทางดินแดนของแต่ละประเทศ และหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในของรัฐอื่น และการที่สหรัฐฯ ที่เป็นประเทศสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่า ขนาดประเทศที่ถือเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกถาวรของ UNSC ยังละเมิดอำนาจกฎบัตรสหประชาชาติ คำถามคือในเวลานี้ระเบียบโลกอยู่ที่ไหน และประเทศต่างๆ จะกระทำการใดก็ได้ใช่หรือไม่

 

นักวิชาการ ชี้ผลกระทบสหรัฐฯ บุกจับ “มาดูโร” แต่คุม เวเนฯ ไม่ง่าย

 

ดร.สิเรมอร กล่าวอีกว่า การกระทำของสหรัฐฯ อาจจะนำมาซึ่งความแตกแยกของอิทธิพลจากประเทศต่างๆ ที่มีต่อภูมิภาคลาตินอเมริกา เพราะในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงแค่สหรัฐฯ ที่มีอำนาจต่อภูมิภาคลาตินอเมริกา แต่ยังมีจีนซึ่งเข้ามามีอำนาจในภูมิภาคอย่างเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 21 ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเข้ามาให้ความช่วยเหลือและการลงทุน ซึ่งมีเงื่อนไขน้อยกว่าหรือไม่มีเลยเมื่อเปรียบเทียบกับสหรัฐฯ ทั้งยังมีการเพิ่มอิทธิพลเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในเรื่องอื่นๆ เช่น เทคโนโลยีและความมั่นคง อีกทั้งยังมีรัสเซีย และอิหร่าน ที่เข้ามามีบทบาทในด้านการค้าอาวุธและความมั่นคง สิ่งเหล่านี้ได้ทำให้เกิดการแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่เข้มข้นในภูมิภาคจากประเทศมหาอำนาจมากขึ้น สหรัฐฯ จึงไม่ได้เป็นพี่ใหญ่เพียงหนึ่งเดียวของภูมิภาคลาตินอเมริกาอีกแล้ว

 

ดังนั้น การที่สหรัฐฯ กระทำการเช่นนี้ จึงยิ่งเป็นการซ้ำเติมความแตกแยก ให้เกิดขึ้นในภูมิภาคลาตินอเมริกา เพราะมีรัฐบาลจากหลายประเทศ เช่น อาร์เจนตินา เอล ซาลวาดอร์ ให้การสนับสนุนและไม่คัดค้านต่อการกระทำของสหรัฐฯ แต่กลุ่มประเทศอย่าง เม็กซิโก โคลอมเบีย ชิลี บราซิล นั้น ประณามการกระทำของสหรัฐฯ

 

นอกจากนี้ การกระทำของสหรัฐฯ ในเหตุการณ์นี้เปรียบเสมือนการสะกิดแผลเก่าที่สหรัฐฯ เคยแทรกแซงและก้าวก่ายกิจการทางการเมืองประเทศต่างๆ ในภูมิภาคมาในยุคสงครามเย็น

 

ขณะที่อีกหนึ่งประเทศมหาอำนาจอย่างจีนที่มีความเป็นมิตรมากกว่า อาจกลายมาเป็นตัวเลือกให้กลุ่มประเทศจากลาตินอเมริกาหันหน้าเข้าหาเพิ่มมากขึ้น และอาจเป็นโอกาสให้จีนปรับยุทธศาสตร์เข้าไปเพิ่มอำนาจในลาตินอเมริกามากกว่าที่เป็นอยู่ก็เป็นได้