เนชั่นทีวี

ข่าว

เปิดปฏิบัติการ Absolute Resolve บุกเวเนซุเอลา รวบตัว "มาดูโร"

04 ม.ค. 2569

เปิดปฏิบัติการ Absolute Resolve บุกเวเนซุเอลา รวบตัว "มาดูโร"

เจาะลึกปฏิบัติการ "Absolute Resolve" เมื่อหน่วย Delta Force บุกรวบตัว 'นิโคลัส มาดูโร' คาห้องนอนในกรุงการากัส หลัง CIA ซุ่มเก็บข้อมูลนานหลายเดือน 'ทรัมป์' ประกาศกร้าวสหรัฐฯ จะบริหารเวเนซุเอลาชั่วคราว ท่ามกลางเสียงประณามจากมหาอำนาจจีน-รัสเซีย

เจาะลึกปฏิบัติการ "Absolute Resolve" เมื่อหน่วย Delta Force บุกรวบตัว 'นิโคลัส มาดูโร' คาห้องนอนในกรุงการากัส หลัง CIA ซุ่มเก็บข้อมูลนานหลายเดือน 'ทรัมป์' ประกาศกร้าวสหรัฐฯ จะบริหารเวเนซุเอลาชั่วคราว ท่ามกลางเสียงประณามจากมหาอำนาจจีน-รัสเซีย

KEY

POINTS

  • สหรัฐอเมริกาเปิดปฏิบัติการทางทหาร "Absolute Resolve" ในเวเนซุเอลา โดยมีเป้าหมายเพื่อจับกุมประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร
  • หน่วยรบพิเศษสหรัฐฯ สามารถจับกุมตัวมาดูโรและภริยาได้สำเร็จ หลัง CIA รวบรวมข้อมูลและได้รับความช่วยเหลือจากสายข่าวภายในรัฐบาลเวเนซุเอลา
  • มาดูโรถูกส่งตัวไปดำเนินคดีข้อหาก่อการร้าย-ค้ายาเสพติดที่นิวยอร์ก ขณะที่ทรัมป์ประกาศว่าสหรัฐฯ จะเข้าบริหารเวเนซุเอลาเป็นการชั่วคราว

วันที่ 3 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เปิดฉากปฏิบัติการทางทหารระดับมหภาคในชื่อรหัส "Operation Absolute Resolve" (ปฏิบัติการความเด็ดขาดขั้นสูงสุด) โดยมุ่งเป้าไปที่การทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางทหารและจับกุมตัวผู้นำสูงสุดของเวเนซุเอลา ปฏิบัติการครั้งนี้ถูกระบุว่าเป็น "การบังคับใช้กฎหมาย" ที่รุนแรงและใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนับตั้งแต่การบุกปานามาในปี 1989 เพื่อจับกุมตัว มานูเอล โนริเอกา

เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวในกรุงการากัสเริ่มต้นขึ้นในช่วงเช้ามืดเวลาประมาณ 02.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยฝูงบินรบ F-22 Raptor และ F-35 พร้อมด้วยเครื่องบินทิ้งระเบิด B-1B Lancer กว่า 150 ลำ ได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศในจุดยุทธศาสตร์สำคัญหลายสิบแห่ง ส่งผลให้เกิดไฟฟ้าดับเป็นวงกว้างในพื้นที่ทางตอนใต้ของเมืองหลวง ซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งของหน่วยงานความมั่นคงชั้นนำ ท่ามกลางความตื่นตระหนกของประชาชนที่ต้องเผชิญกับแสงเพลิงและเสียงคำรามของเครื่องบินรบเพดานบินต่ำ

เปิดปฏิบัติการ Absolute Resolve บุกเวเนซุเอลา รวบตัว "มาดูโร"

CIA และ "เกลือเป็นหนอน": เผยเบื้องหลังแผนจับกุมมาดูโรและภริยา

ไฮไลต์สำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จของปฏิบัติการคือบทบาทของ สำนักข่าวกรองกลาง (CIA) ซึ่งตามรายงานของนิวยอร์ก ไทม์ส ระบุว่า จอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการ CIA ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการลับแฝงตัวเข้าไปในเวเนซุเอลาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 เพื่อเก็บข้อมูล "รูปแบบการใช้ชีวิต" ของประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร อย่างละเอียด โดยได้รับความช่วยเหลือจากสายข่าวภายในรัฐบาลเวเนซุเอลาที่ยอมแลกข้อมูลกับเงินรางวัลนำจับมูลค่า 50 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1,700 ล้านบาท)

หน่วย Delta Force และกองกำลังปฏิบัติการพิเศษได้ใช้ฝูงโดรนล่องหนติดตามความเคลื่อนไหวของมาดูโรตลอด 24 ชั่วโมง จนกระทั่งสบโอกาสบุกจู่โจมเข้าจับกุมตัวเขาและภริยา ซิเลีย ฟลอเรส จากที่กบดานลับได้อย่างรวดเร็ว

ทรัมป์ประกาศผ่าน Truth Social ในเวลาต่อมาว่า มาดูโรถูกคุมตัวขึ้นเครื่องบินมุ่งหน้าสู่นิวยอร์กเพื่อเข้ารับการไต่สวนในศาลรัฐบาลกลาง ข้อหา "Narco-terrorism" หรือการก่อการร้าย-ค้ายาเสพติดข้ามชาติ ซึ่งเป็นคดีที่สหรัฐฯ ฟ้องร้องมาตั้งแต่ปี 2020 โดยอ้างว่ามาดูโรใช้ตำแหน่งหน้าที่อำนวยความสะดวกในการขนโคเคนจำนวนมหาศาลเข้าสู่สหรัฐฯ

เปิดปฏิบัติการ Absolute Resolve บุกเวเนซุเอลา รวบตัว "มาดูโร"

"Run the Country": คำประกาศของทรัมป์และรอยร้าวในเวเนซุเอลา

หลังการจับกุมเพียงไม่กี่ชั่วโมง โดนัลด์ ทรัมป์ ได้สร้างความตกตะลึงอีกครั้งด้วยการประกาศว่า สหรัฐฯ จะทำหน้าที่ "บริหารประเทศ" (Run the country) เวเนซุเอลาเป็นการชั่วคราว จนกว่าจะเกิดกระบวนการเปลี่ยนผ่านอำนาจที่ปลอดภัยและเหมาะสม โดยทรัมป์เน้นย้ำเรื่องการเข้าควบคุมอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลาเพื่อฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและผลประโยชน์ของภูมิภาค พร้อมลั่นวาจาว่า "เราไม่กลัวที่จะส่งทหารภาคพื้นดิน (Boots on the ground) เข้าไปเพิ่มเติมหากจำเป็น"

ทางด้านสถานการณ์ในเวเนซุเอลาเกิดความสับสนอลหม่านเมื่อศาลสูงสุดสั่งแต่งตั้ง เดลซี โรดริเกซ (Delcy Rodríguez) รองประธานาธิบดี ให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีรักษาการเพื่อให้รัฐบาลดำเนินต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม โรดริเกซได้ออกมาปฏิเสธและประณามสหรัฐฯ อย่างรุนแรงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ โดยระบุว่ามาดูโรยังคงเป็น "ประธานาธิบดีเพียงคนเดียว" และสิ่งที่เกิดขึ้นคือ "การลักพาตัวและรุกรานอธิปไตยอย่างป่าเถื่อน" พร้อมเรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เปิดประชุมด่วน

เปิดปฏิบัติการ Absolute Resolve บุกเวเนซุเอลา รวบตัว "มาดูโร"

โลกแตกเป็นสองฝ่าย: ปฏิกิริยานานาชาติจากประณามสู่เฉลิมฉลอง

ปฏิบัติการครั้งนี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสั่นคลอนอย่างรุนแรง มหาอำนาจอย่าง รัสเซีย, จีน, อิหร่าน และคิวบา รวมถึงประเทศในกลุ่มลาตินอเมริกาอย่างบราซิลและเม็กซิโก ต่างออกมาประณามสหรัฐฯ ว่าละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติอย่างร้ายแรง โดยจีนระบุว่านี่คือ "พฤติกรรมเจ้าโลก" ที่คุกคามสันติภาพในภูมิภาค ขณะที่อันโตนิโอ กูเตียร์เรส เลขาธิการ UN แสดงความกังวลว่าเหตุการณ์นี้จะสร้างบรรทัดฐานที่อันตรายต่อระเบียบโลก

ในทางกลับกัน กลุ่มชาวเวเนซุเอลาพลัดถิ่นในไมอามี สหรัฐฯ ต่างพากันออกมาเฉลิมฉลองบนท้องถนนอย่างครึกครื้น ขณะที่ผู้นำแนวขวาจัดอย่าง ฆาบิเอร์ มิเลอี ประธานาธิบดีอาร์เจนตินา ได้ออกมาแสดงความยินดีกับปฏิบัติการนี้พร้อมข้อความ "เสรีภาพก้าวไปข้างหน้า!" ท่ามกลางข้อกังขาจากเหล่านักกฎหมายระหว่างประเทศที่มองว่า สหรัฐฯ กระทำการเกินขอบเขตอำนาจโดยไม่มีการประกาศสงครามหรือการอนุมัติจากรัฐสภาอย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกและความมั่นคงในตะวันตกในระยะยาว