"Run the Country": คำประกาศของทรัมป์และรอยร้าวในเวเนซุเอลา
หลังการจับกุมเพียงไม่กี่ชั่วโมง โดนัลด์ ทรัมป์ ได้สร้างความตกตะลึงอีกครั้งด้วยการประกาศว่า สหรัฐฯ จะทำหน้าที่ "บริหารประเทศ" (Run the country) เวเนซุเอลาเป็นการชั่วคราว จนกว่าจะเกิดกระบวนการเปลี่ยนผ่านอำนาจที่ปลอดภัยและเหมาะสม โดยทรัมป์เน้นย้ำเรื่องการเข้าควบคุมอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลาเพื่อฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและผลประโยชน์ของภูมิภาค พร้อมลั่นวาจาว่า "เราไม่กลัวที่จะส่งทหารภาคพื้นดิน (Boots on the ground) เข้าไปเพิ่มเติมหากจำเป็น"
ทางด้านสถานการณ์ในเวเนซุเอลาเกิดความสับสนอลหม่านเมื่อศาลสูงสุดสั่งแต่งตั้ง เดลซี โรดริเกซ (Delcy Rodríguez) รองประธานาธิบดี ให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีรักษาการเพื่อให้รัฐบาลดำเนินต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม โรดริเกซได้ออกมาปฏิเสธและประณามสหรัฐฯ อย่างรุนแรงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ โดยระบุว่ามาดูโรยังคงเป็น "ประธานาธิบดีเพียงคนเดียว" และสิ่งที่เกิดขึ้นคือ "การลักพาตัวและรุกรานอธิปไตยอย่างป่าเถื่อน" พร้อมเรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เปิดประชุมด่วน
โลกแตกเป็นสองฝ่าย: ปฏิกิริยานานาชาติจากประณามสู่เฉลิมฉลอง
ปฏิบัติการครั้งนี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสั่นคลอนอย่างรุนแรง มหาอำนาจอย่าง รัสเซีย, จีน, อิหร่าน และคิวบา รวมถึงประเทศในกลุ่มลาตินอเมริกาอย่างบราซิลและเม็กซิโก ต่างออกมาประณามสหรัฐฯ ว่าละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติอย่างร้ายแรง โดยจีนระบุว่านี่คือ "พฤติกรรมเจ้าโลก" ที่คุกคามสันติภาพในภูมิภาค ขณะที่อันโตนิโอ กูเตียร์เรส เลขาธิการ UN แสดงความกังวลว่าเหตุการณ์นี้จะสร้างบรรทัดฐานที่อันตรายต่อระเบียบโลก
ในทางกลับกัน กลุ่มชาวเวเนซุเอลาพลัดถิ่นในไมอามี สหรัฐฯ ต่างพากันออกมาเฉลิมฉลองบนท้องถนนอย่างครึกครื้น ขณะที่ผู้นำแนวขวาจัดอย่าง ฆาบิเอร์ มิเลอี ประธานาธิบดีอาร์เจนตินา ได้ออกมาแสดงความยินดีกับปฏิบัติการนี้พร้อมข้อความ "เสรีภาพก้าวไปข้างหน้า!" ท่ามกลางข้อกังขาจากเหล่านักกฎหมายระหว่างประเทศที่มองว่า สหรัฐฯ กระทำการเกินขอบเขตอำนาจโดยไม่มีการประกาศสงครามหรือการอนุมัติจากรัฐสภาอย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกและความมั่นคงในตะวันตกในระยะยาว