"จีน" เปิด "วังต้องห้าม" แสดงวัตถุโบราณสะท้อนวัฒนธรรมไทย-จีน
18 พ.ย. 2568

"จีน" เปิด "ตำหนักเหวินหัว พระราชวังต้องห้าม" จัดแสดงวัตถุโบราณสะท้อนวัฒนธรรมไทย-จีนล้ำค่านับพันปี ฉลองความสัมพันธ์ทางการทูต 50 ปี วันนี้ (18 พ.ย.) ถึง 24 ก.พ.69
ข่าว
18 พ.ย. 2568

"จีน" เปิด "ตำหนักเหวินหัว พระราชวังต้องห้าม" จัดแสดงวัตถุโบราณสะท้อนวัฒนธรรมไทย-จีนล้ำค่านับพันปี ฉลองความสัมพันธ์ทางการทูต 50 ปี วันนี้ (18 พ.ย.) ถึง 24 ก.พ.69
กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชอาณาจักรไทย ร่วมกับพิพิธภัณฑ์พระราชวังโบราณต้องห้าม สาธารณรัฐประชาชนจีน นำโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุของไทยอันล้ำค่าจากจีนและไทย จำนวน 228 รายการ ไปจัดแสดงในนิทรรศการพิเศษ “หมื่นมิ่งมงคลไชย สายสัมพันธ์นิรันด: นิทรรศการโบราณวัตถุฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน” เนื่องในโอกาส 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย - จีน ณ ตำหนักเหวินหัว พิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้าม โดยนำเสนอมุมมองแบบพาโนรามาของการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ระหว่างจีนและไทยที่กินเวลายาวนานกว่าพันปีให้แก่ผู้ชม ตั้งแต่วันนี้ (18 พฤศจิกายน 2568) ถึง 24 กุมภาพันธ์ 2569
ทั้งนี้ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ได้ร่วมกับ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง มูลนิธิไทย กระทรวงการต่างประเทศ และพิพิธภัณฑ์พระราชวังโบราณ จัดนิทรรศการพิเศษ “หมื่นมิ่งมงคลไชย สายสัมพันธ์นิรันดร” เป็นหนึ่งในกิจกรรมเฉลิมฉลอง ปีทองแห่งมิตรภาพไทย-จีน ครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต นำเสนอสายสัมพันธ์ทางด้านศิลปวัฒนธรรมจีนในศิลปกรรมไทย และประชาสัมพันธ์เอกลักษณ์อันโดดเด่นของศิลปวัฒนธรรมไทย เพื่อเชิญชวนให้ชาวจีนเดินทางมายังประเทศไทยด้วยความเข้าใจในคุณค่าวัฒนธรรม เนื้อหา ประกอบด้วย 1) พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของประเทศไทยและการติดต่อระหว่างไทย-จีน
2) ความเชื่อและศาสนา
3) ศิลปะในราชสำนัก
4) ศิลปกรรมไทยประเพณีในปัจจุบัน
นับเป็นครั้งแรกที่กรมศิลปากรนำโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุชิ้นสำคัญของชาติไปจัดแสดง ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวนมากถึง 228 รายการ และฝ่ายพิพิธภัณฑ์พระราชวังโบราณ จะได้นำโบราณวัตถุชิ้นสำคัญมากกว่า 50 รายการ มาร่วมจัดแสดงด้วย มีทั้งหลักฐานทางประวัติศาสตร์จีน-สยาม และสินค้าที่ราชสำนักสยามนิยมสั่งผลิต สั่งซื้อมาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์
โดยพิพิธภัณฑ์พระราชวังโบราณได้เปิดอาคารพระที่นั่งสำคัญของพระราชวังต้องห้าม คือ “พระที่นั่งเหวินหัว” ให้เป็นสถานที่จัดแสดงเป็นระยะเวลา 3 เดือน โบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่กรมศิลปากรนำไปจัดแสดง ได้แก่ “หม้อสามขา” ภาชนะดินเผายุคก่อนประวัติศาสตร์ จากแหล่งโบราณคดีบ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี เป็นรูปแบบภาชนะที่พบในแหล่งโบราณคดีของจีนเช่นกัน “ชามเบญจรงค์ลายวรรณกรรมไซอิ๋ว” ที่สยามสั่งซื้อจากจีน จัดแสดงคู่กับ “ชามเบญจรงค์ลวดลายวรรณกรรมพระอภัยมณี” ซึ่งสยามสั่งซื้อชามจากจีนมาเขียนลวดลายที่นิยมเอง
นอกจากนี้ ยังนำเครื่องทองจากกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะไปจัดแสดง ได้แก่ จุลมงกุฎ แผ่นทองรูปสัตว์มงคล แผ่นเงินดุนลายพระพุทธรูป เพื่อประชาสัมพันธ์แหล่งมรดกโลกพระนครศรีอยุธยา ในส่วนของศิลปะราชสำนัก เป็นครั้งแรกที่ไทยนำ “พระที่นั่งกง” สมัยรัชกาลที่ 5 ไปจัดแสดงนอกประเทศ ฝ่ายพิพิธภัณฑ์พระราชวังจึงได้นำฉากประดับพระที่นั่งของจักรพรรดิ์เฉียนหลงมาจัดแสดงร่วมกัน เสมือนการพบกันของราชสำนักสยามและราชสำนักจีนในนิทรรศการครั้งนี้
นอกจากนั้น ยังได้นำผลงานสำนักช่างสิบหมู่ ได้แก่ เรือสุพรรณหงส์จำลอง ศีรษะโขน ผ้าม่านเรือพระราชพิธี ไปจัดแสดงให้ชาวจีนได้เห็นถึงการสืบทอดและสืบสานงานศิลปกรรมโบราณที่ยังดำเนินอยู่ถึงปัจจุบัน และเป็นการส่งเสริมประชาสัมพันธ์สินค้าหัตถกรรมไทยด้วยอีกทางหนึ่ง
“รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนให้ความสำคัญกับนิทรรศการครั้งนี้มาก ดังที่ท่านประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้กราบทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เสด็จเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ โดยกราบทูลเชิญเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรนิทรรศการ “หมื่นมิ่งมงคลไชย สายสัมพันธ์นิรันดร” เป็นปฐมฤกษ์ ในวันที่ 17 พฤศจิกายน ศกนี้ด้วย นับเป็นมหามงคลยิ่งสำหรับกรมศิลปากร” อธิบดีกรมศิลปากร กล่าว
ทั้งนี้ มิตรภาพระหว่างจีนและไทย มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก กองเรือจีนได้เดินทางมาถึงบริเวณประเทศไทยในปัจจุบัน นับตั้งแต่ราชวงศ์ถังและราชวงศ์ซ่งเป็นต้นมา เส้นทางสายไหมทางทะเลเจริญรุ่งเรือง และการค้าขายระหว่างสองประเทศก็ใกล้ชิดกัน นับตั้งแต่สมัยราชวงศ์หยวน ได้ส่งทูตประจำการและมอบของขวัญแก่กันบ่อยครั้ง ของขวัญล้ำค่าที่เดินทางข้ามภูเขาและทะเล รวมถึงช่องทางการคมนาคมที่เชื่อมต่อเหนือและใต้ ล้วนเป็นเครื่องยืนยันถึงการแลกเปลี่ยนฉันมิตรระหว่างกัน เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 จีนและไทยได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ ตลอดระยะเวลากว่าครึ่งศตวรรษ ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศได้พัฒนาอย่างลึกซึ้ง และประชาชนทั้งสองประเทศต่างยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ ช่วยเหลือ และสนับสนุนซึ่งกันและกัน นิทรรศการพิเศษนี้เป็นทั้งการย้อนรำลึกถึงประวัติศาสตร์การแลกเปลี่ยนระหว่างสองประเทศที่ยาวนานนับพันปี และเป็นการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและไทยอย่างยิ่งใหญ่
ชื่อ "จินหลิน" แปลว่าสุวรรณภูมิ มาจากตำราจีนโบราณที่บรรยายถึงพื้นที่ในประเทศไทยในปัจจุบันว่าเป็นดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทองคำและเงิน นิทรรศการ "หมื่นมิ่งมงคลไชย สายสัมพันธ์นิรันดร" สื่อถึงความเจิดจรัสของสองอารยธรรม การเดินทางร่วมกันท่ามกลางการเรียนรู้และแลกเปลี่ยน และวิสัยทัศน์ร่วมกันในอนาคต นิทรรศการแบ่งออกเป็นสี่ส่วน ได้แก่ "ความเจิดจรัสจีน-ไทย" "เชิดชูศาสนาและวัฒนธรรม" "งานฝีมืออันวิจิตร" และ "มรดกทางศิลปะอันยืนยาว" โดยใช้โครงสร้างการเล่าเรื่องแบบคู่ขนาน เนื้อหาหลักนำเสนอพัฒนาการของศิลปะไทย ตั้งแต่เครื่องปั้นดินเผาสีและสำริดโบราณบ้านเชียง ไปจนถึงพระพุทธรูปอันศักดิ์สิทธิ์ ศิลปวัตถุอันวิจิตร และการสืบทอดเทคนิคร่วมสมัย เชื่อมโยงกระบวนการทางประวัติศาสตร์และบทต่าง ๆ อันล้ำค่าของพัฒนาการทางวัฒนธรรมและศิลปะไทย ผ่านข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่บรรจุอยู่ในศิลปวัตถุ ส่วนเนื้อหารองนำเสนอศิลปวัตถุที่สะท้อนถึงการค้าขาย การให้ของขวัญ และการแลกเปลี่ยนทางศิลปะระหว่างจีน-ไทย เพื่อถ่ายทอดบทสนทนาอันต่อเนื่องระหว่างอารยธรรมทั้งสองตลอดประวัติศาสตร์
นิทรรศการนี้รวบรวมสมบัติล้ำค่ามากมายจากพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติและหน่วยงานอื่น 11 แห่งทั่วประเทศไทย ได้แก่ โถดินเผาลายหมุนวนจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง หน้าจั่วเทพทาสีขาวพื้นน้ำตาลจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำแหง พระพุทธรูปสำริดและจุลมงกุฎประดับทองจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา บัลลังก์ไม้ประดับลวดลายดอกไม้และใบไม้ปิดทองจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และแบบจำลองเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์และหน้ากากโขนจากสำนักงานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน กระทรวงวัฒนธรรมไทย พิพิธภัณฑ์พระราชวังโบราณจีนยังได้นำสิ่งของที่คัดสรรมาจัดแสดงหลายชิ้น เช่น จารึกทองคำเปลว ขันเทพทาเคลือบ ผ้าซาตินสีขาวปักมังกรและเมฆ และฉากกั้นกรอบไม้โรสวูดประดับมังกรเก้าตัวปิดทอง นิทรรศการปิดท้ายด้วยการนำเสนอช้างมงคลพิเศษ 2 ตัวจากพิพิธภัณฑ์พระราชวังและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชยแห่งประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงความหมายมงคลร่วมกันของช้างในวัฒนธรรมที่แตกต่างกันของทั้งสองประเทศ และใช้ช้างเป็นสัญลักษณ์เพื่อเชื่อมโยงอดีตและปัจจุบัน เน้นย้ำถึงความเจิดจรัสอันยั่งยืนของการแลกเปลี่ยนฉันมิตรระหว่างจีนและไทย
เพื่อให้นิทรรศการพิเศษนี้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น พิพิธภัณฑ์พระราชวังโบราณจะเผยแพร่แคตตาล็อกที่มีชื่อเดียวกันกับนิทรรศการนี้ไปพร้อม ๆ กัน ในระหว่างนิทรรศการ แคตตาล็อกจะถูกเผยแพร่ผ่านช่องทางต่าง ๆ ผ่านแพลตฟอร์มสื่อใหม่อย่างเป็นทางการ และจะมีการบรรยายวิชาการให้แก่สาธารณชน
ข่าวล่าสุด