ทางการญี่ปุ่น แจ้ง 2 ข้อหา น้องเทียนรับหิ้ว อัยการสั่งคดี 31 ก.ค.นี้
27 ก.ค. 2569 | prisana_tha

ทางการญี่ปุ่น แจ้ง 2 ข้อหา น้องเทียนรับหิ้ว เจอซองกาแฟซุกไอซ์ ชี้โทษสูงสุดคุกตลอดชีวิต อัยการญี่ปุ่นนัดฟังคำสั่งฟ้องหรือไม่ 31 ก.ค. นี้
ข่าว
27 ก.ค. 2569 | prisana_tha

ทางการญี่ปุ่น แจ้ง 2 ข้อหา น้องเทียนรับหิ้ว เจอซองกาแฟซุกไอซ์ ชี้โทษสูงสุดคุกตลอดชีวิต อัยการญี่ปุ่นนัดฟังคำสั่งฟ้องหรือไม่ 31 ก.ค. นี้
KEY
POINTS
27 กรกฎาคม 2569 คดี “น้องเทียน” หญิงไทย รับหิ้วของไปส่งที่ญี่ปุ่น และถูกตำรวจญี่ปุ่นจับกุมพร้อมซองกาแฟซุกยาไอซ์ ที่สนามบินฟุกุโอกะ ล่าสุด ป.ป.ส. เผยตำรวจญี่ปุ่นแจ้ง 2 ข้อหา โดยอัยการพิจารณาสั่งฟ้อง 31 ก.ค. พร้อมเตือนภัยรับหิ้วของเสี่ยงคุกตลอดชีวิต
โดย นางสาวอารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ในฐานะโฆษก ป.ป.ส. เปิดเผยถึงกรณีน้องเทียน หญิงไทยถูกจับกุมที่สนามบินฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น หลังตรวจพบไอซ์ซุกซ่อนอยู่ในซองกาแฟ ว่า ขั้นตอนดำเนินคดีของประเทศญี่ปุ่นแตกต่างจากหลายประเทศ โดยเจ้าหน้าที่จะต้องตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เพื่อยืนยันชนิดและปริมาณยาเสพติดที่แท้จริงก่อน
เบื้องต้น ป.ป.ส. ทราบเพียงว่า พบยาเสพติดซุกซ่อนอยู่ในซองกาแฟ แต่ยังไม่ทราบปริมาณที่แน่ชัด หากผลสอบสวนพบว่าเป็นการลักลอบนำเข้ายาเสพติดเพื่อการค้า มีโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต แต่ศาลญี่ปุ่นจะพิจารณาลงโทษตามพฤติการณ์แห่งคดี ซึ่งคดีลักษณะนี้มักได้รับโทษจำคุกประมาณ 5-10 ปี
โฆษก ป.ป.ส. กล่าวต่อว่า ขณะนี้ทางการญี่ปุ่นประสานมาว่ามีการดำเนินคดีกับหญิงไทย ใน 2 ข้อหา ได้แก่ ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดประเภทไอซ์ และความผิดตามกฎหมายศุลกากร อยู่ระหว่างการควบคุมตัวของตำรวจญี่ปุ่น เบื้องต้นทางการญี่ปุ่นได้นำตัวฝากขังไว้ที่อัยการตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 และจะครบกำหนดฝากขังในวันที่ 2 สิงหาคม 2569 แต่ตรงกับวันเสาร์อาทิตย์จึงเลื่อนมาเป็นวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ที่อัยการจะพิจารณาว่ามีคำสั่งฟ้องคดีหรือไม่ ทั้งนี้หากถูกสั่งฟ้อง จะถูกควบคุมตัวระหว่างพิจารณาคดีภายใน 2 เดือน ถึงจะรู้คำตัดสินของคดี แต่หากอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง ผู้ต้องหาจะถูกผลักดันออกนอกประเทศและเดินทางกลับประเทศไทยได้ทันที
นางสาวอารีภักดิ์ ระบุด้วยว่า ป.ป.ส. ได้รับการประสานข้อมูลจากตำรวจญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากทั้ง 2 หน่วยงานมีความร่วมมือกันอยู่แล้ว โดยญี่ปุ่นได้แจ้งข้อมูลการเดินทางของหญิงไทยรายดังกล่าว ออกจากสนามบินดอนเมืองเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 และถูกจับกุมเมื่อเดินทางถึงสนามบินฟุกุโอกะในวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ทำให้ ป.ป.ส. รับทราบความคืบหน้าของคดีตั้งแต่เริ่มต้น
ส่วนประเด็นที่ครอบครัวเชื่อว่าหญิงไทยเป็นเพียงผู้เสียหายและถูกหลอกใช้ นางสาวอารีภักดิ์ ย้ำว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นเหยื่อหรือเป็นผู้ร่วมขบวนการ เพราะเป็นอำนาจการสอบสวนของตำรวจญี่ปุ่น ซึ่งจะต้องรวบรวมพยานหลักฐาน สอบปากคำ และตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด ก่อนนำไปประกอบการพิจารณาของพนักงานอัยการว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ เช่นเดียวกับแนวทางที่เคยเกิดขึ้นในคดีลักษณะเดียวกันในต่างประเทศ
สำหรับครอบครัวที่ยังไม่สามารถติดต่อผู้ถูกจับกุมได้ แนะนำให้ประสานผ่านสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นในประเทศไทย เป็นหน่วยงานหลักในการดูแลและให้ความช่วยเหลือคนไทยในต่างประเทศ ขณะที่การดำเนินคดีเป็นอำนาจของตำรวจญี่ปุ่นโดยตรง และขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลเชื่อมโยงมายังประเทศไทยให้ดำเนินการสืบสวนเครือข่ายเพิ่มเติม
ส่วนกรณีผู้ใช้บัญชีไลน์ชื่อ “ing ing” ถูกตั้งข้อสังเกตว่า อาจเชื่อมโยงกับคดีอื่นนั้น นางสาวอารีภักดิ์ กล่าวว่า ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าเป็นบุคคลหรือขบวนการเดียวกัน เพราะลักษณะการตั้งชื่ออาจเป็นเพียงการใช้ชื่อซ้ำหรือชื่อที่คุ้นเคยกัน จึงต้องรอผลการสืบสวนและการขยายผลเพิ่มเติม โดยขณะนี้สำนักงาน ป.ป.ส. ภาค 1 อยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบ
นอกจากนี้ โฆษก ป.ป.ส. เปิดเผยว่า การซุกซ่อนยาเสพติดในซองกาแฟ ซองครีมเทียม หรือบรรจุภัณฑ์อาหารเสริม ถือเป็นรูปแบบที่พบได้เป็นประจำในคดียาเสพติด โดยมักสังเกตได้จากร่องรอยการตัดและซีลปิดซองใหม่ ซึ่ง ป.ป.ส. ได้ประชาสัมพันธ์เตือนประชาชนมาโดยตลอด
พร้อมฝากเตือนผู้ที่รับจ้างหิ้วสินค้าหรือรับฝากของไปต่างประเทศว่า การนำสินค้าออกนอกประเทศโดยไม่สำแดงต่อศุลกากรถือว่ามีความผิดตั้งแต่ต้น และเป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง เพราะไม่สามารถทราบได้ว่าผู้ว่าจ้างเป็นใคร หรือสิ่งของภายในบรรจุอะไร หากพบว่าน้ำหนักหรือสภาพสิ่งของผิดปกติ ควรปฏิเสธการรับขนส่งทันที เช่น กรณีที่เคยพบการซุกซ่อนยาเสพติดในมะขามเปียก สามารถสังเกตได้จากน้ำหนักที่ผิดปกติ
ย้ำว่าผู้ที่เลือกประกอบอาชีพรับหิ้วสินค้าจะต้องศึกษาข้อมูล ตรวจสอบสินค้า และเพิ่มความระมัดระวังให้มากที่สุด เพราะความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและต้องเผชิญโทษตามกฎหมายอย่างร้ายแรง