เนชั่นทีวี

ข่าว

สื่อเกาหลีใต้แฉ นายใหญ่กัมพูชา อุปถัมป์แก๊งคอลเซ็นเตอร์

15 ต.ค. 2568 | thunchanok_kul

สื่อเกาหลีใต้แฉ นายใหญ่กัมพูชา อุปถัมป์แก๊งคอลเซ็นเตอร์

สื่อเกาหลีใต้เดินหน้าแฉไม่หยุด "กัมพูชาเป็นประเทศที่ผ่อนปรนต่ออาชญากรรม" บรรดาบอสของเครือข่ายหลอกลวงทางออนไลน์ ได้รับการคุ้มครองและอุปถัมภ์จากระบอบเผด็จการที่ปกครองประเทศมายาวนาน

15 ตุลาคม 2568 สื่อเกาหลีใต้ "โชซอน เดลี่" (Chosun Daily) รายงานว่า สีหนุวิลล์ เมืองท่าที่ใหญ่ที่สุดของกัมพูชา เป็นแหล่งรวมของกลุ่มอาชญากรรมขนาดใหญ่ที่เรียกว่า "เวนช์" (Wench) 

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เมืองนี้เติบโตอย่างรวดเร็ว กลายเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและการพนัน โดยได้รับการสนับสนุนจากเงินทุนของจีนและรัฐบาลกัมพูชา แต่ในช่วงที่เกิดการระบาดของโควิด-19 และเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก เมืองนี้ได้กลายเป็นแหล่งอาชญากรรมที่สำคัญของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวจีน 

ในเขตการท่องเที่ยวของเมืองนี้ มีโรงแรมหรูและคาสิโนระดับไฮเอนด์ 16 แห่ง ยามค่ำคืนเต็มไปแสงสีเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่อาคารที่อยู่ติดกับโรงแรมเป็น "เขตต้องห้าม" ที่มีการควบคุมการเข้าถึงของนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด เชื่อว่าเป็นฐานของแก๊งฉ้อโกงทางโทรศัพท์ จากคำบอกเล่าของชาวต่างชาติและคนในพื้นที่ ระบุว่า "คนหนุ่มสาวชาวเกาหลี เวียดนาม และอินโดนีเซีย ถูกกักขังที่นี่และถูกบังคับให้ทำงาน" 

เจ้าของโรงแรมและบอสใหญ่ของแก๊งมิจฉาชีพ คือ "ซู่ อ้ายหมิน" ชาวจีน วัย 63 ปี ที่เคยถูกตัดสินจำคุก 10 ปี เมื่อปี 2556 ฐานเปิดบ่อนพนันออนไลน์เถื่อนในจีน แต่หลบหนีไปกัมพูชาและฟอกตัวตนใหม่ จนกระทั่งได้รับสัญชาติ และดำเนินธุรกิจอาชญากรรม โดยมีหน้าฉากเป็น "นักธุรกิจโรงแรม"

สื่อเกาหลีใต้แฉ นายใหญ่กัมพูชา อุปถัมป์แก๊งคอลเซ็นเตอร์

ตัวตนของเขาถูกเปิดเผยเมื่อเดือนที่แล้ว เมื่อกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ได้กำหนดมาตรการคว่ำบาตรส่วนบุคคลต่อเขา เพราะองค์กรฉ้อโกงออนไลน์ของเขา ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชาวเกาหลีใต้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงชาวอเมริกันด้วย ทำให้ถูกสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำ ตามข้อมูลของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า อาชญากรรมที่เป็นการฉ้อโกง ที่กระทำโดยประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงกัมพูชา ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชาวอเมริกันประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์ (326,000 ล้านบาท)  ในปีที่ผ่านมา

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า "แรงงานที่ถูกบังคับให้ทำงานในอาคารที่อยู่ติดกับโรงแรมของ "ซู่ อ้ายหมิน" ถูกบังคับให้ก่ออาชญากรรมด้านการฉ้อโกง" โดย รายได้จากอาชญากรรม ถูกฟอกผ่านบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ก่อตั้งขึ้นในพนมเปญ

ยังมี "ต่ง เล่อ เฉิง" วัย 57 ปี ซึ่งถูกมาตรการคว่ำบาตรโดยรัฐบาลสหรัฐฯ เช่นกัน อ้างตัวว่า เป็นนักธุรกิจใน "สีหนุวิลล์" แต่ถูกเปิดโปงว่า โรงแรมของเขาเป็นแหล่งหลบภัยของบรรดาอาชญากรที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางไซเบอร์ เช่น การฉ้อโกงทางโทรศัพท์ โดยคาสิโนภายในโรงแรม ถูกใช้เพื่อฟอกเงินที่มาจากการฉ้อโกงทางโทรศัพท์ และยังมี "การค้ามนุษย์" ที่บางครั้งเหยื่อถูกขายให้องค์กรอาชญากรรมอื่นๆ 

อีกคนคือ "จั่ว จื่อ เจียง" วัย 43 ปี ที่หลบหนีจากจีน เพราะคดีบ่อนเถื่อน เมื่อปี 2557 ก็ไปฟอกตัวที่กัมพูชา และเริ่มดำเนินธุรกิจสีเทาด้านการฉ้อโกง ในปี 2558 ทั้งยังขยายไปยังเมียนมา และไทยด้วย รายงานระบุว่า เมื่อรัฐบาลจีนเข้มงวดในการปราบปรามการพนันในต่างประเทศ ชาวจีนจึงไม่สามารถนำเงินทุนการพนันเข้ากัมพูชาได้อีกต่อไป ดังนั้น พวกเขาจึงคิดค้นระบบ "การชำระเงินผ่านบุคคลที่สาม" โดยเก็บเงินจากนักพนันในจีน กับโบร้คเกอร์ในกัมพูชา ทำการแลกเปลี่ยนและจ่ายเงินเป็นสกุลเงินท้องถิ่น

ประชาคมโลกยอมรับว่า อาชญากรจีนที่ก่ออาชญากรรมฉ้อโกงต่างๆ ในจีน ได้หลบหนีไปยังกัมพูชาและสร้างอุตสาหกรรมฉ้อโกงขนาดใหญ่ รายงานของ "ฮิวแมนนิตี้ รีเสิร์ช คอนซัลเทินซี่" (Humanity Research Consultancy) หรือ (HRC) สถาบันวิจัยด้านสิทธิมนุษยชนและนโยบาย ระบุว่า "รัฐบาลกัมพูชาได้มอบสัญชาติให้กับอาชญากรจีน เพื่อแลกกับเงินหลายแสนดอลลาร์" และเสริมว่า "อาชญากรจีนรายย่อยได้กลายเป็นผู้เล่นหลักที่ครอบงำกัมพูชา"

สื่อเกาหลี ยังแฉต่ออีกว่า อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา "ฮุน เซน" ได้เพลิดเพลินกับ "อำนาจเบ็ดเสร็จ" นับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2540 แม้ว่าเขาจะวางมือจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในปี 2566 แต่ลูกชายของเขา "นายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต" ก็ได้สืบทอดตำแหน่งต่อ ซึ่งชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "องค์กรอาชญากรรม" มีการติดต่อสื่อสารอย่างใกล้ชิดกับระบอบการปกครองแบบเผด็จการของกัมพูชา เพื่อคอยปกป้องอาชญากรที่หลบหนี

การปกครองแบบเผด็จการมายาวนาน ประกอบกับจำนวนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไม่เพียงพอ ทำให้ถูกมองจากประชาคมโลกว่า "กัมพูชาเป็นประเทศที่ปล่อยปละละเลยต่ออาชญากรรม" โดยแม้จะมีการปราบปรามกลุ่มฉ้อโกงทางโทรศัพท์ทุกปี นับตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา และประกาศว่าจะ "กำจัดอาชญากรรม" ให้หมดไป แต่ก็ไร้ความน่าเชื่อถือ และความพยายามอันลวงโลกนี้ ยังถูกเรียกว่า "การปราบปรามอย่างหละหลวม" อีกด้วย

"สถาบันสันติภาพแห่งสหรัฐอเมริกา ( United States Institute of Peace) หรือ USIP ระบุว่า องค์กรอาชญากรรมในกัมพูชา มีรายได้ประมาณ 12.5 พันล้านดอลลาร์ หรือกว่า 500,000 ล้านบาท ผ่านการฉ้อโกงทางออนไลน์ในกัมพูชาเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งคิดเป็น 27% ของ GDP ของกัมพูชา"

รายได้จากอาชญากรรมเหล่านี้ ถูกฟอกและส่งต่อไปยังชนชั้นนำของกัมพูชา รายงานของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime) หรือ UNODC เมื่อปี 2566 ระบุว่า รัฐบาลกัมพูชาให้ความร่วมมือกับองค์กรอาชญากรรมอย่างแข็งขัน รวมถึงช่วยจับเหยื่อการค้ามนุษย์ที่หลบหนีและส่งพวกเขากลับไปให้กลุ่มอาชญากร 

สถาบันแห่งนี้เตือนด้วยว่า "อุตสาหกรรมฉ้อโกงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุด จากองค์กรอาชญากรรมจีนต่อสหรัฐฯ" และเสริมว่า "มันเทียบเท่ากับภัยคุกคามจากการกระจายยาเสพติดเฟนทานิลจากจีนไปยังสหรัฐฯ"

 

หน้าสื่อที่แฉ

https://www.chosun.com/english/national-en/2025/10/15/GEY3QWCSDBCMPMGMWBAAFUNPFY/

https://www.youtube.com/watch?v=nazHWxPT7GQ
https://www.youtube.com/watch?v=1og0JJvXEfg

ข่าวล่าสุด