อีกคนคือ "จั่ว จื่อ เจียง" วัย 43 ปี ที่หลบหนีจากจีน เพราะคดีบ่อนเถื่อน เมื่อปี 2557 ก็ไปฟอกตัวที่กัมพูชา และเริ่มดำเนินธุรกิจสีเทาด้านการฉ้อโกง ในปี 2558 ทั้งยังขยายไปยังเมียนมา และไทยด้วย รายงานระบุว่า เมื่อรัฐบาลจีนเข้มงวดในการปราบปรามการพนันในต่างประเทศ ชาวจีนจึงไม่สามารถนำเงินทุนการพนันเข้ากัมพูชาได้อีกต่อไป ดังนั้น พวกเขาจึงคิดค้นระบบ "การชำระเงินผ่านบุคคลที่สาม" โดยเก็บเงินจากนักพนันในจีน กับโบร้คเกอร์ในกัมพูชา ทำการแลกเปลี่ยนและจ่ายเงินเป็นสกุลเงินท้องถิ่น
ประชาคมโลกยอมรับว่า อาชญากรจีนที่ก่ออาชญากรรมฉ้อโกงต่างๆ ในจีน ได้หลบหนีไปยังกัมพูชาและสร้างอุตสาหกรรมฉ้อโกงขนาดใหญ่ รายงานของ "ฮิวแมนนิตี้ รีเสิร์ช คอนซัลเทินซี่" (Humanity Research Consultancy) หรือ (HRC) สถาบันวิจัยด้านสิทธิมนุษยชนและนโยบาย ระบุว่า "รัฐบาลกัมพูชาได้มอบสัญชาติให้กับอาชญากรจีน เพื่อแลกกับเงินหลายแสนดอลลาร์" และเสริมว่า "อาชญากรจีนรายย่อยได้กลายเป็นผู้เล่นหลักที่ครอบงำกัมพูชา"
สื่อเกาหลี ยังแฉต่ออีกว่า อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา "ฮุน เซน" ได้เพลิดเพลินกับ "อำนาจเบ็ดเสร็จ" นับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2540 แม้ว่าเขาจะวางมือจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในปี 2566 แต่ลูกชายของเขา "นายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต" ก็ได้สืบทอดตำแหน่งต่อ ซึ่งชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "องค์กรอาชญากรรม" มีการติดต่อสื่อสารอย่างใกล้ชิดกับระบอบการปกครองแบบเผด็จการของกัมพูชา เพื่อคอยปกป้องอาชญากรที่หลบหนี
การปกครองแบบเผด็จการมายาวนาน ประกอบกับจำนวนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไม่เพียงพอ ทำให้ถูกมองจากประชาคมโลกว่า "กัมพูชาเป็นประเทศที่ปล่อยปละละเลยต่ออาชญากรรม" โดยแม้จะมีการปราบปรามกลุ่มฉ้อโกงทางโทรศัพท์ทุกปี นับตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา และประกาศว่าจะ "กำจัดอาชญากรรม" ให้หมดไป แต่ก็ไร้ความน่าเชื่อถือ และความพยายามอันลวงโลกนี้ ยังถูกเรียกว่า "การปราบปรามอย่างหละหลวม" อีกด้วย
"สถาบันสันติภาพแห่งสหรัฐอเมริกา ( United States Institute of Peace) หรือ USIP ระบุว่า องค์กรอาชญากรรมในกัมพูชา มีรายได้ประมาณ 12.5 พันล้านดอลลาร์ หรือกว่า 500,000 ล้านบาท ผ่านการฉ้อโกงทางออนไลน์ในกัมพูชาเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งคิดเป็น 27% ของ GDP ของกัมพูชา"
รายได้จากอาชญากรรมเหล่านี้ ถูกฟอกและส่งต่อไปยังชนชั้นนำของกัมพูชา รายงานของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime) หรือ UNODC เมื่อปี 2566 ระบุว่า รัฐบาลกัมพูชาให้ความร่วมมือกับองค์กรอาชญากรรมอย่างแข็งขัน รวมถึงช่วยจับเหยื่อการค้ามนุษย์ที่หลบหนีและส่งพวกเขากลับไปให้กลุ่มอาชญากร
สถาบันแห่งนี้เตือนด้วยว่า "อุตสาหกรรมฉ้อโกงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุด จากองค์กรอาชญากรรมจีนต่อสหรัฐฯ" และเสริมว่า "มันเทียบเท่ากับภัยคุกคามจากการกระจายยาเสพติดเฟนทานิลจากจีนไปยังสหรัฐฯ"
หน้าสื่อที่แฉ
https://www.chosun.com/english/national-en/2025/10/15/GEY3QWCSDBCMPMGMWBAAFUNPFY/
https://www.youtube.com/watch?v=nazHWxPT7GQ
https://www.youtube.com/watch?v=1og0JJvXEfg