จากที่พูดคุยกัน "พี่หนุ่ม" จะพูดตลอดเรื่องของเซเลบริตี้เชฟ นั่นสะท้อนให้เห็นว่าอาชีพไหน ๆ ใคร ๆ ก็เป็นซุปเปอร์สตาร์ได้
“อย่างที่ว่าหลัก ๆ แล้วทุกคนสามารถเป็นซุปเปอร์สตาร์ในสายอาชีพของตัวเองได้ สมัยก่อนคนทั่วไปมองซุปเปอร์สตาร์ต้องเป็นนักร้อง ถามเด็กสมัยก่อนอยากเป็นอะไรเด็กอยากเป็นนักร้อง แต่ที่เราทำรายการอาหารมา 10 กว่าปี ผมเชื่อว่ามันมีส่วนทำให้ความเป็นเชฟมีความน่าสนใจมากขึ้น ถามเด็กสมัยนี้ก็มีหลายคนที่บอกอยากเป็นเชฟ เพราะเป็นอาชีพที่เป็นอาร์ต เป็นงานศิลปะอีกประเภทนึง แล้วเป็นอาชีพที่สามารถทำรายได้จริง ๆ เมื่อเราสร้างรายการแบบนี้ขึ้นมา มันก็ทำให้เหมือนกับมีสปอร์ตไลท์ไปฉายที่ตัวเชฟเหล่านั้น เค้าก็กลายเป็นคนดังขึ้นมาได้ เรามีคนดูแลมี Artist Management มองเชฟเป็นศิลปิน เชฟแต่ละคนที่เข้ารายการต้องมีการเซ็นสัญญาเป็นศิลปินของเรา มีการป้อนงานให้กับศิลปินเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการออกอีเว้นท์ต่าง ๆ หรืองานที่เราสร้างขึ้นมาเองร่วมกันกับพาร์ทเนอร์หรือสปอนเซอร์เรา ก็จะเอาศิลปินเราหรือเชฟของเราเข้าไปอยู่ในงาน แล้วเค้าก็จะได้รับรายได้” (กฎเหล็กที่ต้องฟัง ?) ห้ามโกหก ทำงานด้วยต้องเชื่อใจกันได้ การรับงานต่าง ๆ ต้องอยูในกรอบที่เราสร้าง การที่รับงานให้ เพราะหนึ่งเราต้องดูในเรื่องของภาพลักษณ์ศิลปินให้ชัดเจน สองดูเรื่องราคาให้กับศิลปิน สามดูเรื่องสปอนเซอร์ สมมุติสปอนเซอร์ผมเป็นน้ำประเภทหนึ่ง ศิลปินอยู่ดี ๆ ไปรับงานของสปอนเซอร์ฝั่งตรงข้ามก็จะเสียมารยาท ฉะนั้นต้องมีกรอบ คำถามว่าอะไรเป็นจุดที่ห้ามก็คือห้ามโกหก”
ผมคือโรงงานผลิตแบรนด์
“ตอนนี้เรามองว่า รายการทีวี คือโรงงานผลิตแบรนด์ เป็นโรงงานผลิตเซเลบริตี้เชฟ เมื่อมันเป็นโรงงานผลิตแล้วเราก็ต้องเอาของที่เราผลิตขึ้นมาไปต่อยอดในแขนงต่าง ๆ ที่ไม่ใช่อยู่แค่ทีวีแล้ว แต่คือการต่อยอดธุรกิจที่เกี่ยวกับอาหารในวงกว้างมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอีเว้นท์ ไม่ว่าจะเป็นโปรดักส์ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งต่าง ๆ ที่มันเกี่ยวกับอาหารทั้งหมด จุดแตกต่างของเรากับบริษัทที่ทำรายการทีวีอื่น จุดสำคัญอยู่ตรงที่ว่าเราไปที่อาหารอย่างชัดเจน อาหารสามารถต่อยอดธุรกิจเกี่ยวกับอาหารได้ แต่ถ้าเป็นรายการประเภทวาไรตี้โชว์หรือเกมส์โชว์ทั่วไปมันอาจจะต่อยอดธุรกิจได้ยากกว่า เราดูเทรนด์แน่ ๆ ว่าเทรนด์ของตลาดคืออะไร เราเป็นคนทำรายการทีวี จะเลือกทำรายการทีวี หรือคอนเทนต์ที่สามารถต่อยอดได้เท่านั้น ทีวีสมัยนี้มันคงไม่สามารถที่จะทำกำไรได้เหมือนสมัยก่อน ฉะนั้นรายการทีวีมันต้องเป็นจุดกำเนิดของธุรกิจอื่น สมมุติจะทำเกมโชว์อันนึง แต่เกมโชว์นั้นมันต่อยอดธุรกิจลำบาก มันก็กลายเป็นว่าอาจจะได้แค่คุ้มทุนหรือกำไรนิดหน่อย หรืออาจจะขาดทุนด้วยซ้ำในสมัยนี้ ต้องเลือกคอนเทนต์ของทีวีสมัยนี้ที่มันสามารถต่อยอดธุรกิจต่อได้"
หลังสนุกสนานกับเรียลลิตี้อาหารพักใหญ่ อีกสิ่งที่ไม่เคยทิ้งคือเรื่องของดนตรี วันนี้ไฟในตัวกลับมาแล้ว กับค่ายเพลงน้องใหม่ "Heliconia Music" เราถามไปตรง ๆ ว่าที่ลุกขึ้นมาทำค่ายเพลง เพราะความชอบส่วนตัวล้วน ๆ ใช่หรือไม่ “พี่หนุ่ม” หัวเราะลั่นห้อง
“มองได้สองทาง จริง ๆ แล้ว Passion ของเรามีสองอย่างคืออาหารกับมิวสิค ก่อนหน้านี้ทำรายการเพลงมาพอสมควร แล้วเราหยุดทำไปพักนึง รู้สึกว่าคนทำเยอะ อยากทำอะไรที่คนอื่นยังไม่ได้ทำ เลยวิ่งมาที่เส้นอาหาร พอตอนนี้ทำอาหารจนถึงจุดนึงแล้ว จนคิดว่าน่าที่จะกลับมาแตก Passion เดิมได้ก็คือมิวสิค คือที่มาของการเปิด Heliconia Music แน่นอนเราไม่มองว่าเราเป็นค่ายเพลงแน่ ๆ แต่เราต้องมองว่าเป็น Content Hub อีกเช่นกัน มีแกนของมันคือ Based on True Story ความหมายว่าศิลปินไม่ใช่แค่ร้องเพลงอย่างเดียว แต่ต้องแต่งได้ด้วย โดยเอาเรื่องราวของเค้ามาทำ (ทำไมต้อง Based on True Story ?) มันเริ่มจากการที่ผมไปเที่ยวญี่ปุ่นกับครอบครัวเมื่อปีที่แล้ว ผมมีลูกสาวสองคนทุกครั้งที่ไปญี่ปุ่นเค้าจะตื่นเต้นมาก จะมีความสุขมาก คนโตอายุ 19 คนเล็กอายุ 17 เราไปด้วยกัน 10 วัน วันแรก ๆ ลูกสาวคนโตดูสดใสร่าเริงมาก พอวันที่ 3 เค้าร้องไห้ ผมขับรถอยู่เค้าร้องไห้ ร้องไห้ไม่หยุดตาบวมตลอดวัน ผมก็งงเกิดอะไรขึ้น ภรรยาผมบอก ลูกสาวเครียดเรื่องเรียนแหละ เพราะต้องเข้ามหาวิทยาลัย จนไปถึงวันที่ 5 ผมทนไม่ไหว เกิดอะไรขึ้น สุดท้ายได้รู้ว่าอ๋อ...เค้ามีแฟน ผมมีความคิดที่ว่าก่อนจะเข้ามหาวิทยาลัยลูกไม่ควรจะไปคิดเรื่องอื่น แต่ถ้าคุณเข้ามหาวิทยาลัยแล้วผมไม่ยุ่งเลย เค้าถึงไม่กล้าบอกผม พอผมรู้ผมเรียกลูกสาวมานั่งคุยกันสองชั่วโมงกว่า เค้าเล่าให้ฟังจนเค้าบอกว่าเค้าแต่งเพลงขึ้นมาเพลงนึงบนเรื่องจริงของเค้า เลยเกิดไอเดียอ้าว...Passion ของชั้นมันกลับมา ลูกชั้นมันมาเริ่ม เลยเป็นไอเดียว่า Based on True Story เราแค่รู้สึกว่าถ้าลูกเราแต่งเพลงได้ แล้วเค้าเอาประสบการณ์ตรงของเค้ามาเล่าได้ เด็กรุ่นใหม่มีประสบการณ์ตรงอีกเยอะแยะมากมาย แล้วเค้าก็มีความสามารถในการแต่งเพลง ทำไมเราไม่กลายเป็นเวทีให้กับคนเหล่านี้ ตอนนี้ศิลปินเบอร์แรกก็คือ นีน ณลีนา เพ็ญโรจน์ ลูกสาวของผมเอง กับเพลง One Way Losing Game เป็นเพลงสากล มองว่ามันไปนอกประเทศได้ด้วยหรือเปล่าไม่ใช่อยู่แค่ตลาดเมืองไทย เสียงตอบรับดีครับ เชฟมาเยอะเลย เชฟอยากออกเพลงกันหมดเลย (หัวเราะ) คนที่เรากำลังเซ็นสัญญาด้วยพอเห็นงานเรา เค้าก็รู้สึกว่างานโอเค เราไม่ได้เปิดมาเพื่อที่จะทำอะไรทิ้ง ๆ ต้องให้ความสำคัญกับตัวภาพและเพลงทั้งคู่ นอกจากเพลงดีต้องทำภาพให้มันดีด้วยจะทำให้ภาพลักษณ์ของศิลปินชัดเจนมากยิ่งขึ้น หลายคนบอกมาเปิดอะไรตอนนี้ เราคิดว่าถ้าเรามี Passion แล้วสามารถอยู่ได้ คำนวณแล้วอยู่ได้ หลังจากไปพ่วงกับสิ่งที่มีอยู่มันไปได้ มันเป็นความสุขที่เราได้เจอศิลปิน อาจจะมีศิลปินเก่า ๆ ที่เคยรู้จักมาร่วมงานกัน ผมมีโปรดิวเซอร์ ม่อน (มุรธา ร่วมรักษ์) ที่มาช่วย ม่อนทำงานเรื่องเพลงกันมานานมากแล้ว เป็นคนที่คิดใกล้ ๆ กัน ก็มาทำงานด้วยกัน"
เราสงสัยว่าบริษัทเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง สนใจจะนำพา “เฮลิโคเนีย” เข้าตลาดหลักทรัพย์หรือไม่
“สำหรับผมไม่ได้มองไปถึงตลาดหลักทรัพย์ จริง ๆ ถ้าสังเกตสิ่งที่เราทำมันเป็นธุรกิจเกี่ยวกับอาร์ตเกี่ยวกับศิลปะแขนงนึง ผมเองไม่ใช่คนธุรกิจจ๋า ไม่ได้คิดจะเข้าตลาดหลักทรัพย์อะไรขนาดนั้น ผมคิดว่าทำยังไงให้บริษัทมีกำไรในระดับนึงก็เพียงพอ อยู่ในจุดที่เรายังสามารถที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอะไรของเราได้โดยที่ไม่มีคนอื่นมายุ่ง ถ้าผมเป็นนักธุรกิจร้อยเปอร์เซ็นต์ผมอาจจะไปทางนั้น แต่ผมเป็นครึ่ง ๆ ธุรกิจ 50 อาร์ตติสท์ 50 ความสบายใจเราอยู่ตรงจุดนี้ดีกว่าที่จะเข้าไป”
คิดบวกสวนทาง เมื่อใคร ๆ ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าปีนี้เศรษฐกิจย่ำแย่
“ถ้าส่วนตัวนะ ผมมองว่าทำไมเราต้องสนใจเศรษฐกิจ ทำไมไม่สนใจแค่ตัวเรา บางครั้งไปมองเศรษฐกิจมากเกินไปมันทำให้ท้อ มองตัวเราดีกว่าว่าเราจะทำอะไรแล้วเราอยู่ได้มั้ย อย่างทีวีเนี่ยทุกคนจะบอก เฮ้ยตายแล้ว สปอนเซอร์หดหมดเลย ไม่เหลือ ผมก็ถามทีมขายผมก่อน ปีนึงงบประมาณทีวีอยู่ที่เท่าไหร่ เค้าบอกมีเป็นหมื่นเป็นพัน แล้วเราต้องการเท่าไหร่ เราต้องการเท่านี้ เพราะฉะนั้นเงินมันยังมีอยู่ เพียงแต่ว่ามันลดลง แต่สิ่งที่เราต้องการมันไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของตลาดหรอก ผมมองในภาพบวกมากกว่า ถ้าบอกเงินไม่มี แต่เราบอกว่า เฮ้ยเราไม่ได้ต้องการเยอะ มันมีพอสำหรับเรา ถ้ามัวแต่คิดเศรษฐกิจไม่ดีอย่าทำอะไรเลย เราก็จะไม่เกิดอะไรเลย แต่ถ้าบอกเศรษฐกิจไม่ดี แต่เงินในตลาดมันยังมีพอสำหรับเรา เราอยู่ได้ โตได้ ก็โอเค”
ทุกครั้งที่ได้พูดคุยกับ "พี่หนุ่ม" เราเหมือนได้เปิดโลกอีกใบ และครั้งนี้ไม่ลืมถามวิธีคิดในแบบของ "หนุ่ม กิติกร"
“จะทำอะไรก็แล้วแต่ สุดท้ายต้องมาจากความชอบก่อนว่าชอบอะไร ถ้าเป็นสิ่งที่เราชอบเราสนใจ แล้วเทิร์นสิ่งที่ชอบและสนใจให้กลายเป็นธุรกิจได้ เราจะไม่ได้ทำงาน แต่กำลังทำงานอดิเรกของเราอยู่ แต่ก่อนที่จะเทิร์นสิ่งนั้น ๆ ให้เป็นธุรกิจ ต้องศึกษาอย่างรอบคอบ ศึกษาทั้งโลก เดี๋ยวนี้มันง่ายมาก สมัยก่อนมีแต่หนังสืออ่าน สมัยนี้มันมีอินเตอร์เน็ตที่คุณเข้าไปดูได้ ยกตัวอย่าง ถ้าอยากทำปากกา อยากทำธุรกิจเกี่ยวกับปากกา อยู่ดี ๆ ชั้นทำเลย คุณอาจจะตายได้ แต่ถ้าคุณเข้าไปดูในโลกมันมีปากกากี่ประเภท มันมีจุดขายอะไรของมันทั้งโลกเลย คุณอาจกลับมามอง ถ้าชั้นทำปากกาไปอาจจะเจ๊ง ชั้นควรปรับปากกาเป็นแบบนี้มันถึงจะขายได้ นี่แหละ เพราะฉะนั้นมันเริ่มจากความชอบ แล้วค่อยสร้างให้เป็นธุรกิจ เมื่อสร้างเป็นธุรกิจแล้วสำหรับผมอีกสามสิ่งที่สำคัญ หนึ่งเป้าหมายคืออะไร เป้าหมายต้องชัดเจน อันที่สองมันต้องวัดผลได้ด้วยนะ สามต้องมีกำหนดเวลาความสำเร็จที่แน่นอน"
"หนุ่ม กิติกร" ยังทิ้งท้าย แนวคิดนี้ไม่ใช่แค่ธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ใครที่ผ่านมาอ่านจนถึงบรรทัดนี้ จะหยิบไปปรับใช้กับชีวิตของตัวเองก็ทำได้ไม่ว่ากัน...