เนชั่นทีวี

ข่าว

"ส.อ.ท." ชี้รัฐไร้แผนสำรองก๊าซฯ ขาดกลไกตลาดเสรี ทำต้นทุนค่าไฟพุ่ง

13 ธ.ค. 2565 | wanida_phe

"ส.อ.ท." ชี้รัฐไร้แผนสำรองก๊าซฯ ขาดกลไกตลาดเสรี ทำต้นทุนค่าไฟพุ่ง

ส.อ.ท. รัฐขาดแผนสำรอง ก๊าซธรรมชาติ และ ประเมินความต้องขายไฟฟ้าผิดพลาด ไม่เปิดตลาดไฟฟ้าเสรี ส่งผลต้นทุนค่าไฟพุ่ง ย้ำรัฐต้องชะลอการขึ้นค่าไฟงวดใหม่ หลังขึ้นมาแล้ว 2 งวดติดต่อกัน หวั่นกระทบต้นทุนการผลิต ทำราคาสินค้าสูง

นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า สาเหตุที่ค่าไฟฟ้าของประเทศไทยสูงกว่าประเทศใกล้เคียง เกิดจากไทยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ (NG / LNG) มากเกินไป และ ยังขาดแผนสำรองที่ดีในการบริหารก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ส่งผลให้การผลิตก๊าซต้นทุนต่ำจากอ่าวไทยต่ำกว่าแผน

อีกทั้งประเทศเมียนมา ลดการส่งก๊าซลง ส่งผลให้ต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวแบบสัญญาจร (Spot LNG) ที่มีราคาสูงมากกว่าก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยเข้ามาเสริม นอกจากนี้ การคาดการณ์ความต้องการขาย ที่สูงเกินไป และ การเปิดการซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชนมากเกินความจำเป็น จึงก่อให้เกิดความต้องการซื้อ ของโรงไฟฟ้ามากกว่าความต้องการขาย ถึง 52% ส่งผลให้เป็นภาระต้นทุน ของประเทศไทยในระยะยาว  

รวมทั้งไทยยังขาดกลไกตลาดเสรี เพื่อเปิดโอกาสให้เอกชนสามารถใช้ระบบส่ง และ จำหน่ายไฟฟ้า ให้กับหน่วยงานไฟฟ้าทั้ง 3 หน่วยงานได้

โดยที่ผ่านมาส.อ.ท. ได้มีทำหนังสือยื่นเสนอ ข้อร้องเรียนรัฐบาลในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงแนวทางการแก้ไขต้นทุนพลังงาน การชะลอการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) ปัญหาสูตรโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับผู้ใช้ก๊าซธรรมชาติภาคอุตสาหกรรม แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
 

จึงต้องการขอให้ภาครัฐ พิจารณาถึงข้อเสนอของ ส.อ.ท. เพื่อหาทางออกต้นทุนพลังงานสูงเป็น 2 ประเด็นหลักๆ คือ ขอให้ชะลอการขึ้นค่าไฟฟ้าในงวดเดือนมกราคม – เมษายน 2566 ออกไปก่อน โดยแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วมในการแบกรับภาระที่เกิดขึ้น  และ ขอเสนอทางออกค่า NG โดยผลักดันให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เป็นตัวกลางในการหาทางออกร่วมกัน เพื่อบรรเทาภาระระหว่างผู้ขายกับผู้ซื้อ รวมกัน

ทั้งนี้รัฐบาลควรเร่งตั้งทีมเจรจากับประเทศกัมพูชา เพื่อนำพลังงานจากพื้นที่ไหล่ทวีปคาบเกี่ยวไทย-กัมพูชา (Overlapping Claimed Area: OCA) มาใช้ประโยชน์ร่วมกัน

นอกจากนี้ จากการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา มีมติเสนอให้ภาครัฐ “ชะลอการปรับขึ้นค่า Ft เดือน มกราคม-เมษายน 2566 ออกไปก่อน” โดยมีเหตุผลประกอบ 4 ข้อด้วยกัน คือ

1. ค่าไฟฟ้างวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2565 ซึ่งถูกปรับขึ้นถึง 68.66 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 17% เป็น 4.72 บาท/หน่วย ก็ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงมากอยู่แล้ว หากมีการปรับขึ้นอีกในงวดเดือนมกราคม-เมษายน 2566 จะเป็นการปรับค่าไฟฟ้าขึ้นที่รุนแรงมากถึงสองงวดติดต่อกัน และจะส่งผลกระทบรุนแรงมากจนยากต่อการปรับตัวของทุกภาคส่วน ซึ่งอาจส่งผลให้เศรษฐกิจถดถอยเกินคาด

2. กกพ. ประเมินว่าต้นทุนค่าไฟฟ้าจะลดลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2566  เนื่องจากผลิตก๊าซฯจากอ่าวไทยได้มากขึ้น ราคาก๊าซ LNG ลดลงสู่ภาวะปกติ จึงเป็นโอกาสให้ชะลอการปรับขึ้นค่า Ft ไว้ก่อน เมื่อต้นทุนค่าไฟฟ้าลดลงต่ำกว่าค่า Ft แล้ว จึงบริหารค่า Ft อย่างเหมาะสมเพื่อชดเชยและลดภาระที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รับภาระแทนผู้ใช้ไฟฟ้าอยู่ในปัจจุบัน

3. ภาระค่าไฟฟ้าส่วนที่ กฟผ. แบกรับภาระแทนไปก่อนนั้น อยู่ในวิสัยที่ภาครัฐจะบริหารจัดการให้ กฟผ. สามารถเพิ่มการรับภาระได้มากขึ้น และ ยาวนานขึ้นได้มากกว่า 2 ปี โดยวิธีการต่างๆ เช่น การเพิ่มเพดานเงินกู้เฉพาะกิจ การจัดสรรวงเงินให้ยืม

4. ในสถานการณ์ที่ค่าไฟฟ้าสูงมาก จนผู้ใช้ไฟฟ้าต้องรับภาระค่าความพร้อมจ่ายไฟฟ้าของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนสูงถึง 30,665 ล้านบาท (งวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2565) และ 32,420 ล้านบาท (งวดเดือนมกราคม-เมษายน 2566) จึงควรให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) นำเงินเรียกเก็บล่วงหน้าในค่าไฟฟ้าฐานออกมาช่วยลดค่าไฟในช่วงวิกฤตราคาไฟฟ้านี้

ปัจจุบันราคาพลังงานมีความผันผวน และ เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากวิกฤติความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครน และสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ยังคงมีอยู่ ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ เศรษฐกิจถดถอย ซึ่งอุตสาหกรรมทั้งในภาคการผลิต ภาคบริการ และ ครัวเรือน เป็นกลุ่มหลักๆ ที่ได้รับผลกระทบอย่างมากทั้งจากต้นทุนการผลิต และราคาสินค้าที่สูงขึ้น

 

 

ข่าวล่าสุด