ส่วนประเทศไต้หวัน มีข้อจำกัดเพียงเล็กน้อยเท่านั้นสำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ แต่ investasian ไม่แนะนำให้ลงทุนเพราะการเป็นเจ้าของทรัพย์สินในไต้หวันนั้น ไม่ได้ให้สิทธิ์ในการพำนักอาศัยในฐานะชาวต่างชาติโดยอัตโนมัติ ซึ่งต่างจากเกาหลีใต้และมาเลเซีย และอสังหาริมทรัพย์ในไต้หวันมีราคาสูงมาก ในขณะที่อัตราผลตอบแทนค่าเช่าเต็มที่แล้วจะอยู่ที่ 1.5% ทำให้ชาวไต้หวันเองก็มองหาบ้านหลังที่สองในประเทศอื่น ๆ เช่นกัน
ขณะที่ประเทศญี่ปุ่น นายคิชิดะ ฟูมิโอะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น มีนโยบายต้อนรับต่างชาติเพื่อดึงดูดนักลงทุน และวางแผนเพิ่มจำนวนผู้บริหารชาวต่างชาติในประเทศถึง 200% ภายในปี 2030 โดยเชิญชวนชาวต่างชาติที่มีทักษะด้านการบริหารและเทคนิคเข้ามาในประเทศ และเพิ่มการลงทุนระหว่างประเทศ (foreign direct investment) โดยวางเป้าหมายไว้ที่ 80 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 22.9 ล้านล้านบาท และญี่ปุ่นก็ไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับประเภทของอสังหาริมทรัพย์ที่ชาวต่างชาติสามารถซื้อได้ ทำให้ชาวต่างชาติสามารถเป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เป็นกรรมสิทธิ์ในชื่อของตัวเองได้ภายใต้กระบวนการซื้อที่ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ อย่างไรก็ตามนโยบายการเข้าเมืองของญี่ปุ่นมีข้อจำกัด และการเป็นเจ้าของที่ดินในประเทศไม่ได้ให้สิทธิในการอาศัยอยู่ เพราะจะต้องมีงานทำ มีธุรกิจ หรือวีซ่าประเภทอื่น ๆ เพื่อใช้ชีวิตในญี่ปุ่นแบบเต็มเวลา
สำหรับสิงคโปร์ นายลี เซียนลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ประกาศเมื่อวันชาติสิงคโปร์ (เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา) ว่าจะสร้างสิงคโปร์ให้เป็น “ศูนย์รวมของคนเก่งระดับโลก” (world-class talent pool) โดยจะทุ่มทุนส่งเสริมคนเก่งทั้งในและ ต่างประเทศเข้ามาทำงานและอยู่อาศัย ที่ผ่านมาสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีชื่อเสียงในด้านการเปิดกว้างสู่ความมั่งคั่งจากต่างชาติอยู่แล้ว จึงไม่แปลกใจที่ชาวต่างชาติสามารถเป็นเจ้าของคอนโด บ้าน และที่ดินในสิงคโปร์ได้ตามกฎหมาย ซึ่งก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ชาวต่างชาติซื้อคอนโดมิเนียมได้ง่ายที่สุดในเอเชีย แต่การซื้อที่ดินในสิงคโปร์ในฐานะชาวต่างชาตินั้นยากและมีราคาแพงมาก และจะต้องได้รับอนุญาตจากทางราชการก่อน นอกจากนี้การอนุมัติดังกล่าวจำเป็นต้องมีการซื้อจำนวนมาก ทั้งยังต้องพิสูจน์อีกว่าการซื้อนั้นเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งต้องผ่านการตีความโดยละเอียดอีกครั้งโดยภาครัฐ นอกเหนือจากข้อจำกัดเหล่านั้น ตลาดที่อยู่อาศัยของสิงคโปร์ยังถือเป็นหนึ่งในประเทศที่แพงที่สุดในโลกและการเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ถาวรที่นี่เป็นเรื่องยาก
ดังนั้นการเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติสามารถซื้อที่ดินได้โดยมีเงื่อนไขและมาตรการกำกับดูแลอย่างเหมาะสม จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญของหลายประเทศโดยเฉพาะในเอเชีย เพื่อดึงดูดการลงทุนของต่างชาติ โดยรายงานคาดการณ์เศรษฐกิจของธนาคารพัฒนาเอเชีย ( AD) เปิดเผยว่า ปีนี้เศรษฐกิจของเหล่าประเทศตลาดเกิดใหม่ในทวีปเอเชีย มีแนวโน้มจะโตเร็วกว่าเศรษฐกิจจีนเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี โดยคาดว่าจะโตที่ 5.3% นักลงทุนในหลายประเทศจึงเริ่มพิจารณาตัวเลือกประเทศที่จะย้ายฐานการลงทุน ส่งผลให้ผู้นำเอเชียหลายประเทศเริ่มขยับปรับเงื่อนไขในการดึงดูดทั้งเงินลงทุน ธุรกิจด้านเทคโนโลยี และบุคลากรมายังประเทศของตน
ในส่วนของประเทศไทยนั้น หนึ่งในปัญหาคือการที่ต่างชาติใช้นอมินีมาซื้อที่ดิน เพราะฉะนั้นการทำทุกอย่างให้โปร่งใสด้วยการออกกฎหมายอย่างชัดเจน จึงถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้ต่างชาติเข้ามาหาประโยชน์แบบตรวจสอบไม่ได้ดังที่ผ่านมา และนำไปสู่การสร้างรายได้ให้ประเทศโดยไม่ต้องกู้ยืมและยังสามารถดึงบุคลากรระดับมันสมองจากประเทศต่าง ๆ มาสร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทยได้ ด้วยการระดมความคิดออกเงื่อนไขที่จะทำให้ได้ประโยชน์ เช่นกระจายโควตาให้แต่ละประเทศ คุณสมบัติทั้งทางเศรษฐกิจและความสามารถของผู้มีสิทธิ์ซื้อบ้าน หรืออาจเปิดให้ซื้อในพื้นที่ที่จัดสรรให้เท่านั้น เพื่อให้ประเทศไทยสามารถดึงดูดนักลงทุนได้ เหมือน100 กว่าประเทศทั่วโลก ที่เปิดให้มีการซื้อบ้านได้โดยมีเงื่อนไขที่แตกต่างกันไป ทั้งในอเมริกา ยุโรป เอเชีย อาเซียน และเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ และมาเลเซีย