นอกจากรถยนต์ EV ที่รัฐบาลมีการตั้งนโยบาย 30@30 ปตท.ตั้งบริษัทอรุณพลัส โดยจับมือกับฟลอคอนซ์ จะเปิดโรงงานในอีก 2 ปีข้างหน้า เพื่อสร้างระบบนิเวศน์ของรถ EV ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย การเดินหน้าพลังงานทางเลือกอื่นๆ ปตท.ได้มีการจับมือกับประเทศซาอุดีอาระเบีย และ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในการศึกษาว่าไทยจะสามารถเป็นศูนย์กลางของกรีนไฮโดรเจนของอาเซียน โดยไฟฟ้าที่นำมาแยกไฮโดรเจนคือไฟฟ้าที่เป็นพลังงานสะอาด หากสำเร็จประเทศไทยจะเป็นฮับของกรีนไฮโดรเจนในภูมิภาคได้อาเซียน
ประเทศไทยมีพื้นที่ และศักยภาพ ในการที่จะทำพลังงานทดแทนมาก รวมถึงเรื่องของพลังงานไฮโดรเจน ปตท.ได้มีการลงนามความร่วมมือกับประเทศซาอุดีอาระเบียในการศึกษาเทคโนโลยี ‘กรีนไฮโดรเจน’ หากสำเร็จไทยจะเป็นฮับพลังงานกรีนไฮโดรเจนของภูมิภาคได้ในอนาคต แม้เราจะเป็นประเทศนำเข้าพลังงานแต่หากสามารถเพิ่มพลังงานทดแทนได้ เราก็จะยืนอยู่บนการพึ่งพาพลังงานได้มากขึ้น
ส่วนแผนการลดการปล่อยคาร์บอนของปตท.ให้สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศ ปตท.และบริษัทในเครือได้วางแผนลดการปล่อยคาร์บอนลงเรื่อยๆ โดยขณะนี้ทั้งกลุ่ม ปตท.มีการปล่อยคาร์บอนอยู่ที่ประมาณ กลุ่มปล่อยอยู่ที่ 45 ล้านตันต่อปี เป็นของบริษัท ปตท. 11 ล้านตัน ที่เหลือเป็นของบริษัทในกลุ่มซึ่งได้มีการทำแผนร่วมกันในการลดการปล่อยคาร์บอนฯเพื่อช่วยลดค่าเฉลี่ยการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯของประเทศลงด้วย
นอกจากนี้ ปตท.ยังมีการผลักดันการใช้เทคโนโลยีการกักเก็บคาร์บอน (CCS) และเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนและการนำมาใช้ประโยชน์ (CCU) โดยจะริเริ่มใน 1 โครงการจากที่มีการศึกษาอยู่ 4 โครงการ หากสามารถทำได้สำเร็จจะเริ่มขยายผลสู่โครงการอื่นๆ และเริ่มรวบรวมคาร์บอนฝั่งจากภาคตะวันออกไปกักเก็บได้
สำหรับโครงการปลูกป่า 1 ล้านไร่ และมีการดำเนินการดูแลต่อเนื่องมาโดยตลอด ปัจจุบันสามารถดูดซับคาร์บอนได้ 2.1 ล้านตันต่อปี และปล่อยออกซิเจนได้ 1.7 ล้านตันต่อปี และสร้างรายได้กว่า 280 ล้านบาทต่อปีจากภาคท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่เกิดขึ้นถือว่าช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชน โดย กลุ่ม ปตท.มีแผนจะปลูกป่าอีก 2 ล้านไร่ เป็นของบริษัท ปตท.เอง 1 ล้านไร่ และบริษัทในเครืออีก 1 ล้านไร่เพื่อให้ช่วยดูดซับคาร์บอนฯและปล่อยก๊าซออกซิเจนออกสู่บรรยากาศ