“จากการตรวจสอบพบด้วยว่า บริษัทที่ปรึกษานี้ เป็นบริษัทต่างประเทศ ไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการคนต่างด้าว และไม่ได้เป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจการ เป็นที่ปรึกษาในกิจการโทรคมนาคม แต่ประกอบกิจการที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ซอฟแวร์ และมีทรัพย์สิน (asset) คิดเป็นเงินไทยแค่ประมาณ 1 ล้านบาท รวมทั้งไม่พบว่า มีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ เกี่ยวกับการรวมธุรกิจในกิจการ มีเจ้าของบริษัทมีเพียง 1 ราย และ ผู้บริหารมีเพียง 1 ราย เท่านั้น อีกทั้งไม่มีประสบการณ์ของบริษัท ด้านโทรคมนาคมในต่างประเทศ จะเข้าข่ายเงื่อนไขของ กสทช. หรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องติดตาม” แหล่งข่าวกล่าว
แหล่งข่าวคนเดิม ยังได้ตั้งข้อสังเกต ถึงกระบวนการคัดเลือก ที่มาและประสบการณ์ของที่ปรึกษาด้วยว่า เหตุใด กสทช. ไม่คำนึงถึงกรอบเวลาตามกฎหมาย จนอาจเกิดความเสียหาย การที่ กสทช. มีมติเห็นชอบ การจ้างที่ปรึกษาต่างประเทศรายนี้ ในวงเงิน 10 ล้านบาท ตั้งแต่ 27 เมษายน 2565 และทำสัญญาจ้างเมื่อ 15 สิงหาคม 2565 ในวงเงิน 6 ล้านกว่าบาท ใช้เวลาเกือบ 4 เดือน เป็นการดึงเวลาให้ล่าช้าหรือไม่ ในการดำเนินการจ้าง ส่งรายงานครั้งที่ 1 ไปแล้วเมื่อ 15 กันยายน 2565 ครั้งที่ 2 เมื่อ 15 ตุลาคม 2565
ซึ่งปรากฏว่า มีมือดีปล่อยเอกสารรายงานครั้งที่ 2 ที่เป็นข้อมูลลับทางราชการ หลุดออกมาสู่สาธารณะ ทั้งนี้มีกำหนดส่งรายงานฉบับสุดท้าย ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2565 จึงเป็นที่น่าติดตามต่อไปว่า กสทช. จะเล่นบทบาทอย่างไรในวันที่ 20 ตุลาคม นี้ ที่ กสทช. ได้นัดประชุมเพื่อพิจารณาการควบรวมกิจการทรู - ดีแทค หลังจากที่ประกาศเลื่อนเมื่อ 12 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยอ้างเหตุผล รอรายงานผลการศึกษา ของที่ปรึกษาอิสระจากต่างประเทศ ทั้งที่ข้อเท็จจริง มีทั้งที่ปรึกษาเดิม และมีความเห็นจากคณะกรรมการกฤษฎีกา ประกอบการพิจารณาตัดสินใจอย่างครบถ้วน เพียงพอต่อการลงมติ ไม่มีเหตุให้ต้องยื้อหรือถ่วงเวลาการพิจารณาลงมติออกไปอีก