รมว.คลัง กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2565 ได้ตั้งเป้าหมายการเบิกจ่ายของรัฐวิสาหกิจอยู่ที่ 95% ของงบลงทุน ปัจจุบันเบิกจ่ายไปแล้วราว 60% ของงบลงทุน เหลืออีก 30-40% รัฐวิสาหกิจจะต้องเร่งดำเนินการให้ได้ตามกำหนด โดยเฉพาะการลงทุนในโครงการก่อสร้างต่าง ๆ ที่สำคัญ ได้แก่ ด้านคมนาคมขนส่ง เพราะประเทศไทยยังมีความต้องการการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงเครือข่ายคมนาคมทั้งในและนอกประเทศ ซึ่งมุ่งเน้นประเทศในกลุ่มอาเซียนเป็นหลัก
และอีกส่วนของการลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่สำคัญ คือ การลงทุนด้านพลังงาน ซึ่งจะสะท้อนไปถึงความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ขณะเดียวกันภาครัฐมีนโยบายในการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ดังนั้นความต้องการใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นในอนาคต รัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้อง อาทิ บมจ. ปตท. (PTT), การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เป็นต้น จะมีบทบาทสำคัญ เพื่อสนับสนุนให้อุตสาหกรรมอีวีเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ราคาเหมาะสม และคุ้มค่าการกว่าซื้อรถยนต์สันดาปในปัจจุบัน ดังนั้นราคาพลังงานจึงต้องมีความเหมาะสมที่จะสนับสนุนให้คนหันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า
นายอาคม กล่าวอีกว่า ในปี 2566 รัฐวิสาหกิจทั้งหมดต้องให้ความสำคัญในเรื่องเม็ดเงินลงทุน โดยเฉพาะโครงการสำคัญต่อประเทศ และเร่งดำเนินการให้เป็นไปตามแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจ ปี 66-70 ที่ให้ความสำคัญใน 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1. การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี 2. การเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ 3. การเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพ และการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย และ 4. ด้านเกษตร