เฟดคงต้องเหยียบเบรคแบบเน้นๆ ทำให้ดอกเบี้ยต้องขึ้นไปสูงมากกว่า 5% เป็นอย่างน้อย เพื่อเอารถที่วิ่งเร็ว ให้ชะลอลงมาผ่านเข้าโค้งให้ได้ ซึ่งในอดีต เฟดเคยต้องเหยียบเบรคแรงๆ ขึ้นดอกเบี้ยไปหลายครั้ง
5.25% ในปี 2006 ช่วงคุณ Bernanke
6.5% ในปี 2000 ช่วงคุณ Greenspan
มากกว่า 15% ในปี 1981 ช่วงคุณ Volcker
สำหรับในรอบนี้ จากที่รายงานการประชุมเฟดล่าสุดบอกว่า Inflation would likely stay uncomfortably high for some time เงินเฟ้อจะค้างอยู่ในระดับสูงน่ากังวลใจไประยะเวลาหนึ่ง
นัยยะก็คือ เฟดก็คงต้องขึ้นดอกเบี้ยไปอีกพอสมควร ที่ตลาดฝันหวานไว้ว่า 3.66% ก็น่าจะจบรอบ แล้วลงได้ในไตรมาส 2 ปีหน้า ก็คงยากจะเป็นไปได้
ซึ่งมีนัยยะต่อไปว่า ตลาดยังคงต้องรับข่าว ยังต้องปรับตัวหลายกันอีกรอบ ที่นักลงทุนไปคิดว่า “เฟดจะมืออ่อน” นั้น คิดเข้าข้างตนเองไปเองทั้งนั้น !!!
ล่าสุด
ประธานเฟดสาขา St. Louis คุณ Bullard บอกว่า
“We should continue to move expeditiously to a level of the policy rate that will put significant downward pressure on inflation” and “I don’t really see why you want to drag out interest rate increases into next year,” เรายังต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยไประดับที่จะช่วยกดเงินเฟ้อลงมา
ที่สำคัญเราจะไปรอขึ้นดอกปีหน้าทำไม ขึ้นมันปีนี้น่าจะดีกว่า
โดย คุณ Bullard อยากขึ้นอีก +0.75% ในการประชุมเฟดครั้งหน้า ขณะที่กรรมการบางคนยังรอดูข้อมูลเศรษฐกิจที่จะออกมาใน 1 เดือนข้างหน้าก่อนที่จะตัดสินใจระหว่าง +0.75% และ +0.5%
นอกจากนี้ สัปดาห์หน้าจะมีสุนทรพจน์ของท่านประธานเฟดที่ Jackson Hole ซึ่งเป็นสัมมนาประจำปีครั้งสำคัญสุดของเฟด
ที่ท่านประธานจะออกมาวางกรอบการทำงานเฟดไปสู่อนาคต ทุกสายตาก็ยิ่งจับจ้อง และหนักใจ ว่าท่านประธานเฟดจะพูดว่าอะไร
ตลาดก็เริ่มเข่าอ่อน เตรียมรับโค้งสำคัญนี้อีกครั้งทั้งคริปโต หุ้น ทองคำ ค่าเงิน สินทรัพย์ต่างๆ ที่ดีขึ้นมาบ้าง ก็เริ่มปรับตัวอีกครั้ง
ส่วนดอกเบี้ยนโยบายของไทยนั้น หลายคนถามว่า “จะขึ้นไปถึงไหน” เช่นกัน ก็คงต้องบอกว่า รถเราวิ่งเฉื่อยกว่าเขาเยอะ โตได้น้อยสุดในอาเซียน คนยังตกงานอีกเพียบ
นอกจากนี้ เงินเฟ้อพื้นฐานของเราอยู่ที่เพียง 2.99% หมายความว่า ความเสี่ยงข้างหน้าของเราน้อยกว่าทางลาดชันน้อยกว่า หากเป็นเช่นนี้ แบงค์ชาติคงขึ้นดอกเบี้ยไปที่ 1.25% ในช่วงปลายปีนี้ก่อน แล้วก็ค่อยๆ ขยับขึ้นไปที่ Neutral Zone 2-3% ในช่วงถัดไป
ซึ่งจากที่รถเราวิ่งช้ากว่าคนอื่น ทางเราลาดชันน้อยกว่า หมายความว่า เรายังสามารถคอยดูว่าปีหน้าโลกจะเป็นอย่างไร
จะมี Global Recessions ที่แรง กว้างขวาง และกระทบเราแค่ไหน พอถึงจุดนั้น ก็ยังสามารถตัดสินใจกันอีกที :)
ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนครับ