ผู้สื่อข่าวได้มีการพูดคุยกับ นายประนอม สอนใจดี อดีตประธานชุมชนวัดราษฎร์บำรุง กล่าวว่า พื้นที่หมู่บ้านของตนเป็นพื้นที่รับน้ำ ในฤดูน้ำ น้ำจะท่วมทุกปี ซึ่งก่อนที่น้ำจะมา ประชาชนจะมีการเตรียมตัวไว้บ้างเป็นบางส่วน แต่ในปีนี้น้ำมามาก หนักกว่าทุกปี แม้ว่าจะมีการเตรียมการตั้งกระสอบทรายโดยรอบบ้าน แต่น้ำก็ยังทะลักพังกระสอบทรายเข้ามาในพื้นที่บ้าน สร้างความเสียหายอย่างหนัก
แต่เนื่องจากบ้านของตนอยู่ต้นซอย ดูเหมือนการช่วยเหลือจะเข้าถึงเป็นอันดับต้น ๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนส่วนใหญ่กลับมองว่า ที่บริเวณต้นซอยอาจจะไม่ลำบากเท่ากับคนที่อยู่ลึกเข้าไปด้านใน ทำให้การช่วยเหลือมักจะพุ่งเป้าเข้าไปในชุมชนมากกว่า ส่งผลให้บ้านของตนและชุมชนที่อยู่ริมทาง ได้รับการช่วยเหลือน้อยมาก
ขณะที่ทางภาครัฐเอง การช่วยเหลือยังไม่เพียงพอ ทั้งในเรื่องของกระสอบทราย ที่สำนักงานเขตให้บ้านละ 50 กระสอบ แต่มันก็ยังไม่เพียงพอ หรือแม้แต่การผันน้ำออกจากบ้านเรือนของประชาชน เนื่องจากปริมาณน้ำในคลอง สูงกว่าระดับบ้านของชาวบ้าน ทำให้บ้านแต่ละหลังไม่สามารถที่จะรอให้น้ำลดระดับลงเองได้ ต้องใช้เครื่องสูบน้ำขนาดเล็กวิดน้ำออกจากบ้าน หากไม่เช่นนั้นก็จะไม่สามารถอาศัยอยู่ภายในบ้านได้
ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะมีการเยียวยาให้บ้านที่ประสบอุทกภัย หลังละ 9,000 บาท แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันเทียบไม่ได้กับสิ่งที่เราต้องสูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นข้าวของภายในบ้าน หรือแม้แต่เงินเก็บที่ต้องนำออกมาใช้ก่อน ทั้งในชีวิตประจำวันและการประกอบอาชีพ
ขณะที่ คุณนริศรา ศรีสันต์ ที่ปรึกษากลุ่มบริษัท BTS ซึ่งวันนี้ได้ลงพื้นที่ร่วมแจกถุงยังชีพกับมูลนิธิเนชั่น กล่าวว่า วันนี้ได้ลงพื้นที่ ได้สัมผัสความเดือดร้อนของชาวบ้านจริง ๆ ที่พวกเขาต้องเผชิญกับภัยน้ำท่วมมานานเกือบ 2 เดือน ต้องเจอกับความเสียหายภายในบ้าน และสภาพจิตใจที่อยู่ในภาวะอึดอัด กับการช่วยเหลือที่ยังไม่ทั่วถึงมากเพียงพอ วันนี้ตนเองได้ลงพื้นที่และได้รับรู้ปัญหา นำสิ่งของยังชีพมาช่วยเหลือ และเชื่อว่าสิ่งที่พวกเขาต้องการ นอกจากกำลังใจ คือการรับฟัง
อย่างไรก็ตาม ตนขอเป็นกำลังใจให้กับชาวบ้าน ที่ยังคงต้องเผชิญความทุกข์ยาก ที่เกี่ยวเนื่องจากอุทกภัยในครั้งนี้ และพร้อมจะนำประสบการณ์ไปถ่ายทอดต่อ ให้กับผู้ที่มีกำลังหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาช่วยเหลือให้ได้มากที่สุด