ด้าน นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงในแนวทางเดียวกันว่า หลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 มีขั้นตอนทางวิชาการที่ชัดเจน โดยสายพันธุ์ใหม่ที่จะได้รับการคุ้มครองต้องมีลักษณะทางพันธุกรรมใหม่ที่แตกต่างจากพันธุ์ดั้งเดิม และต้องเป็นสายพันธุ์ที่มีคุณสมบัตินิ่งแล้ว ไม่กลายพันธุ์ ที่สำคัญพันธุ์ดั้งเดิมมีบันทึกคุณลักษณะประจำพันธุ์ไว้อยู่แล้ว หากนำมาขอจดทะเบียนแล้วพบว่าเหมือนเดิม กรมฯ ย่อมไม่รับจดทะเบียนเด็ดขาด
นายกฤษ กล่าวอีกว่า การคุ้มครองพันธุ์พืชเปรียบเสมือนการให้สิทธิทางปัญญาเพื่อจูงใจให้เกิดการพัฒนา ปรับปรุงพันธุ์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรรายย่อย นักวิจัย หรือเอกชน ก็สามารถยื่นขอได้ภายใต้สิทธิที่เท่าเทียมกัน เมื่อหมดอายุการคุ้มครองตามที่กฎหมายกำหนด สายพันธุ์เหล่านั้นก็จะตกเป็นสมบัติสาธารณะที่ทุกคนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ เช่นเดียวกับการคุ้มครองสิทธิบัตรยา
"กระทรวงเกษตรฯ ขอยืนยันว่าเรารักษาสิทธิของประชาชนและเกษตรกร ไม่มีทางปล่อยให้นำพันธุ์ดั้งเดิมมาจดเป็นของเอกชนรายหนึ่งรายใด ในขั้นตอนการยื่นขอยังมีกระบวนการประกาศแจ้งเวียนตามระเบียบกฎหมาย เพื่อเปิดให้สาธารณชนเข้าถึงข้อมูลและยื่นคัดค้านได้ เป็นขั้นตอนมาตรฐานเหมือนการทำประชาพิจารณ์ กระแสที่เกิดขึ้นน่าจะมาจากความเข้าใจผิดแล้วส่งต่อข้อมูลจนเกิดความตระหนกตกใจ จึงขอให้ประชาชนและเกษตรกรสบายใจ เพราะสิทธิของสาธารณะไม่มีใครสามารถนำไปผูกขาดเป็นสิทธิเฉพาะตัวได้" โฆษกกระทรวงเกษตรฯ ระบุ