เนชั่นทีวี

ข่าว

เตือนสารหนู-ตะกั่ว ปนเปื้อนข้าว “ภัทรพงษ์” จี้รัฐบาลเร่งตรวจรายแปลง ก่อนออกสู่ตลาด

23 ต.ค. 2569 | thunchanok_kul

เตือนสารหนู-ตะกั่ว ปนเปื้อนข้าว “ภัทรพงษ์” จี้รัฐบาลเร่งตรวจรายแปลง ก่อนออกสู่ตลาด

“ภัทรพงษ์” เตือนสารหนู-ตะกั่ว ปนเปื้อนข้าวจากพื้นที่ใช้น้ำกก-น้ำสาย จี้รัฐบาลเร่งตรวจรายแปลงก่อนออกสู่ตลาด ชี้เกษตรกรคือผู้เสียหาย ไม่ใช่ต้นเหตุ

“ภัทรพงษ์” เตือนสารหนู-ตะกั่ว ปนเปื้อนข้าวจากพื้นที่ใช้น้ำกก-น้ำสาย จี้รัฐบาลเร่งตรวจรายแปลงก่อนออกสู่ตลาด ชี้เกษตรกรคือผู้เสียหาย ไม่ใช่ต้นเหตุ

KEY

POINTS

  • เปิดผลตรวจสารพิษ: 'ภัทรพงษ์' แฉแม่น้ำสายสารหนูเกิน 28 เท่า ดินทำนา 11 แปลงปนเปื้อน ลามพบในผลผลิตข้าว
  • อัดรัฐบาลล่าช้า: ฉะรัฐบาลทำงานล่าช้าไม่มีงบตรวจปล่อยข้าวเสี่ยงหลุดเข้าครัวเรือนประชาชน
  • จี้ตรวจรายแปลง: เรียกร้องงบฉุกเฉินตรวจข้าวรายแปลงก่อนขาย พร้อมออกใบรับรองและเร่งเยียวยาชาวนา

23 ตุลาคม 2569 “ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์” สส.เชียงใหม่ เขต 8 พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย เปิดเผยถึงสถานการณ์การปนเปื้อนสารหนูและตะกั่วในผลผลิตข้าวและแกลบจากพื้นที่เพาะปลูกที่ใช้น้ำจากแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย โดยระบุว่า ผลการตรวจพบการปนเปื้อนเกินมาตรฐานในบางตัวอย่าง สะท้อนความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผลตรวจดังกล่าวเป็นผลผลิตจากฤดูเพาะปลูกที่ผ่านมา ช่วงเดือนมีนาคม - พฤษภาคม

 

“นี่คือผลตรวจของข้าวฤดูที่แล้ว ผลเพิ่งออก แต่ตอนนี้ข้าวอยู่ในห้องครัวของใครไปแล้วบ้าง นี่คือความผิดพลาดของรัฐบาลที่ทำให้เราไม่มีทางหาคำตอบได้เลย” “ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์” สส.เชียงใหม่ กล่าว

“ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์” สส.เชียงใหม่ เขต 8 พรรคประชาชน  

ภัทรพงษ์ กล่าวอีกว่า ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนจากการทำเหมืองในประเทศเพื่อนบ้านเกิดขึ้นต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน แม้ภาคประชาสังคมจะเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไข และมีการนำประเด็นนี้เข้าสู่การอภิปรายในสภาแล้ว แต่รัฐบาลยังไม่มีมาตรการจัดการที่เพียงพอ ขณะที่ผลการตรวจน้ำชลประทาน ดินเพาะปลูก และผลผลิตข้าว เริ่มแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่เชื่อมโยงกันตลอดห่วงโซ่การผลิตอาหาร

 

ก่อนหน้านี้ “สส.ภัทรพงษ์” ได้เสนอให้รัฐบาลเร่งวางระบบเฝ้าระวังพื้นที่เพาะปลูกที่ใช้น้ำปนเปื้อน รวมถึงปรับปรุงคุณภาพดินก่อนการเพาะปลูก บำบัดน้ำตั้งแต่ต้นทางก่อนนำไปใช้ในการเกษตร สนับสนุนเกษตรกรให้ปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และจัดให้มีมาตรการเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ แต่ข้อเสนอเหล่านี้ยังไม่ได้รับการดำเนินการอย่างจริงจัง

 

ข้อมูลผลตรวจที่ “ภัทรพงษ์” หยิบยกมาชี้ให้เห็นว่า น้ำจากแม่น้ำสายมีสารหนูเกินค่าปลอดภัย 28 เท่า และตะกั่วเกิน 5 เท่า ขณะที่การตรวจดินในพื้นที่เพาะปลูก 20 แปลง พบ 11 แปลงมีสารหนูเกินเกณฑ์

 

นอกจากนี้ ผลตรวจข้าวและแกลบยังพบการปนเปื้อนสารหนูและตะกั่วเกินมาตรฐานในบางตัวอย่าง

อย่างไรก็ตาม “ภัทรพงษ์” ตั้งข้อสังเกตว่า ความล่าช้าของผลตรวจส่วนหนึ่งเกิดจากการที่หน่วยงานไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณสำหรับการตรวจอย่างเพียงพอ จนต้องดึงงบจากโครงการอื่นมาใช้ และรอให้โครงการดังกล่าวดำเนินการเสร็จก่อน จึงจะสามารถตรวจข้าวจากพื้นที่เสี่ยงได้ ส่งผลให้การประเมินความปลอดภัยของผลผลิตล่าช้ากว่าความจำเป็นในการป้องกันความเสี่ยงต่อประชาชน

“ตอนนี้ความเสี่ยงตกอยู่ที่ประชาชน ที่เราไม่มีทางรู้เลยว่า ข้าวสารที่อยู่ในครัวของเราตอนนี้ปลอดภัยจริงๆ หรือไม่ เราจะเป็นครอบครัวที่ถูกหวยได้ข้าวที่ปนเปื้อนตะกั่วเกินมาตรฐานในพื้นที่น้ำกก มาทำลายสมองลูกๆ ของเราไหม หรือแจ็กพอตได้ข้าวที่ตรวจพบค่าสารหนูในแกลบสูงลิ่วไหม ซึ่งสะท้อนว่าต้นข้าวดูดสารหนูขึ้นมาสูงมาก เมล็ดข้าวจากแปลงแบบนี้คือสิ่งที่ต้องตรวจทุกแปลงก่อนเข้าตลาด แต่กลับไม่มี” ภัทรพงษ์ สส.เชียงใหม่

 

พร้อมกันนี้ ภัทรพงษ์ เรียกร้องให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณฉุกเฉิน เพื่อดำเนินการตรวจผลผลิตเป็นรายแปลงก่อนนำออกสู่ตลาด แยกผลผลิตที่ไม่ผ่านมาตรฐานออกจากห่วงโซ่จำหน่าย พร้อมจัดมาตรการเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสม เพื่อคุ้มครองทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิต

 

นอกจากนี้ หลังสิ้นสุดฤดูเก็บเกี่ยว รัฐบาลควรนำแผนที่พื้นที่เสี่ยงซึ่งกรมพัฒนาที่ดิน หน่วยงานเกษตรระดับอำเภอและจังหวัด และอนุกรรมาธิการมลพิษทางน้ำข้ามแดน ซึ่งมี รศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ ร่วมดำเนินการ มาประเมินและกำหนดมาตรการแก้ไขให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ทั้งการปรับปรุงดินและการสนับสนุนให้เปลี่ยนชนิดพืชเพาะปลูกเพื่อให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพต่อไปได้อย่างปลอดภัย

 

“เกษตรกรไม่ใช่ต้นเหตุ แต่คือผู้เสียหายด่านแรก ทั้งใช้น้ำพิษทำนาและกินข้าวที่ตัวเองปลูกทุกวัน ข้าวส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากแปลงเสี่ยง อย่าเหมารวมหรือเลิกซื้อข้าวจากพื้นที่ไหน การตรวจรายแปลงที่ผมเรียกร้องจึงไม่ได้มีไว้คุ้มครองแค่ผู้บริโภค แต่มีไว้คุ้มครองเกษตรกรด้วย แปลงที่ผ่านมาตรฐานจะได้มีใบรับรองไว้ขายได้ราคา แปลงที่ไม่ผ่านต้องได้รับการเยียวยาเต็มที่ ไม่ใช่ให้ชาวนาแบกภาระแทนรัฐ”

 

“ภัทรพงษ์” ทิ้งท้ายถึงรัฐบาลว่า “หากเห็นแก่ประชาชน ขอให้ทำงาน แต่หากทำงานไม่เป็น อย่าอายที่จะร้องขอ”

ข่าวล่าสุด