ประธานศาลฎีกา ออกคำแนะนำ คดีต้องเคารพ ความเสมอภาคทางเพศ
22 ต.ค. 2569 | titayu_pur

ประธานศาลฎีกา เผยแพร่คำแนะนำการดำเนินคดี ยึดหลัก ความเสมอภาคทางเพศ คุ้มครองผู้เสียหาย ห้ามถามประจาน หรือนำเพศวิถีมาใช้น้ำหนักตัดสินคดี
ข่าว
22 ต.ค. 2569 | titayu_pur

ประธานศาลฎีกา เผยแพร่คำแนะนำการดำเนินคดี ยึดหลัก ความเสมอภาคทางเพศ คุ้มครองผู้เสียหาย ห้ามถามประจาน หรือนำเพศวิถีมาใช้น้ำหนักตัดสินคดี
KEY
POINTS
22 ตุลาคม 2569 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่คำแนะนำของ ประธานศาลฎีกา ลงนามโดย นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ เกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยคำนึงถึง ความเสมอภาคทางเพศ เพื่อวางแนวทางให้ ศาล และกระบวนการยุติธรรมปฏิบัติหน้าที่บนพื้นฐานของการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ปราศจากอคติหรือการเลือกปฏิบัติเพราะเหตุแห่งเพศ ครอบคลุมการสืบพยาน การชั่งน้ำหนักหลักฐาน การคุ้มครองผู้เสียหายจากความรุนแรง ตลอดจนการใช้ดุลพินิจใน คดีอาญา ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่คำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยคำนึงถึงความเสมอภาคทางเพศ พ.ศ. 2569 ซึ่งลงนามโดย นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา เมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2569 เพื่อวางแนวทางให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปบนพื้นฐานของการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความเสมอภาค ปราศจากอคติหรือการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมเพราะเหตุแห่งเพศ ตลอดจนสอดคล้องกับมาตรฐานสากล
สาระสำคัญของคำแนะนำดังกล่าวแบ่งออกเป็น 6 ข้อหลัก ดังนี้
• ข้อ 1 การพิจารณาพิพากษาคดีด้วยความเสมอภาค:
ศาลต้องปฏิบัติต่อบุคคลด้วยความเสมอภาค เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ปราศจากอคติ และหลีกเลี่ยงการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมเพราะเหตุแห่งเพศ รวมถึงต้องระวังไม่ให้เกิดการเลือกปฏิบัติจากความแตกต่างในเรื่องอื่น ๆ เช่น เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม อายุ และสภาพทางกายหรือจิตใจ ที่อาจเกี่ยวโยงกับความแตกต่างทางเพศ
• ข้อ 2 การสืบพยานและชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน:
o ศาลต้องระมัดระวังมิให้มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับเพศ เพศวิถี อัตลักษณ์ทางเพศ การแสดงออกทางเพศ คุณลักษณะทางเพศ ภูมิหลัง หรือพฤติกรรมทางเพศ ที่อาจเป็นการเปิดเผย ประจาน ทำให้เกิดความรู้สึกอับอาย ถูกตีตรา หรือถูกลดทอนศักดิ์ศรี หากคำถามนั้นไม่เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี และในการบันทึกคำเบิกความ ศาลต้องทำโดยปราศจากอคติทางเพศ
o ศาลต้องระมัดระวังไม่ให้นำเรื่องเพศ เพศวิถี อัตลักษณ์ พฤติกรรมทางเพศ หรือภูมิหลังทางเพศของพยานหรือคู่ความ มามีผลต่อการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานในคดี
• ข้อ 3 คดีเกี่ยวกับสถานะและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล:
ในคดีครอบครัว คดีมรดก คดีแรงงาน หรือคดีประเภทอื่นในลักษณะเดียวกัน ศาลต้องแสวงหาแนวทางตามกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิของบุคคลที่มีเพศแตกต่างกันอย่างเหมาะสม
• ข้อ 4 การคุ้มครองผู้เสียหายในคดีความรุนแรงเพราะเหตุแห่งเพศ:
ศาลต้องรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นแก่ผู้เสียหาย ดำเนินกระบวนพิจารณาโดยหลีกเลี่ยงการก่อให้เกิดการตอกย้ำบาดแผลทางจิตใจ (Re-traumatization) และพิจารณาใช้มาตรการคุ้มครองผู้เสียหายตามความจำเป็น เช่น
o การหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับจำเลย
o การพิจารณาคดีเป็นการลับ
o การสั่งแยกเก็บเอกสารที่มีเนื้อหาหรือภาพถ่ายอันพึงไม่เปิดเผย
o การไต่สวนโดยฉุกเฉิน และการกำหนดมาตรการชั่วคราวเพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพ
o การอำนวยความสะดวกให้ผู้เสียหายเข้าถึงการบำบัดรักษา ฟื้นฟู และเยียวยา
o การกำหนดค่าเสียหายทางแพ่งที่ครอบคลุมการเยียวยาจิตใจอย่างเหมาะสม ได้สัดส่วน และมีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงผลกระทบอย่างรอบด้านและพฤติการณ์ความร้ายแรงของคดี
• ข้อ 5 การใช้ดุลพินิจในคดีอาญา:
ในการสั่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราว การกำหนดโทษ มาตรการบังคับทางอาญา และมาตรการแก้ไขบำบัดฟื้นฟู ศาลต้องรวบรวมข้อมูลและคำนึงถึงปัจจัยเกี่ยวกับภูมิหลังและข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับเพศที่ส่งผลให้เกิดการกระทำความผิด (เช่น ประวัติการถูกล่วงละเมิด หรือถูกกระทำด้วยความรุนแรงต่อเนื่อง การแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ)
o รวมถึงต้องคำนึงถึงสภาพร่างกายและจิตใจ เช่น การตั้งครรภ์ ภาวะหลังคลอด ความบอบช้ำทางจิตใจ ความกดดันในชีวิต ภาวะเสพติด และบทบาทหน้าที่ต่อครอบครัวตามข้อเท็จจริง (โดยเฉพาะการเลี้ยงดูบุตร ผู้สูงอายุ หรือบุคคลที่ต้องพึ่งพิง) และการหาเลี้ยงชีพทางเศรษฐกิจ เพื่อให้การใช้ดุลพินิจมีความเหมาะสม ได้สัดส่วน และสอดคล้องกับความจำเป็นตามสภาพ โดยยังคงคำนึงถึงสิทธิของผู้เสียหายและความปลอดภัยของสังคม
• ข้อ 6 การพัฒนาระบบงานและการฝึกอบรม:
ให้สำนักงานศาลยุติธรรมพัฒนาระบบงานเพื่อรองรับการปฏิบัติตามคำแนะนำนี้ ทบทวนระบบงานให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายและแนวปฏิบัติสากล ส่งเสริมความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสนับสนุนให้บุคลากรได้รับการฝึกอบรมในเรื่องกระบวนการยุติธรรมที่คำนึงถึงความเสมอภาคทางเพศอย่างต่อเนื่อง