เนชั่นทีวี

ข่าว

สตง. ฟัน ไทยพีบีเอส ใช้งบมีปัญหา จ้างผลิต ขัด พ.ร.บ.-ไร้ระเบียบ

14 ต.ค. 2569 | titayu_pur

สตง. ฟัน ไทยพีบีเอส ใช้งบมีปัญหา จ้างผลิต ขัด พ.ร.บ.-ไร้ระเบียบ

สตง. แถลงผลสอบงบ ไทยพีบีเอส รอบ 6-7 เดือน ชี้ประสิทธิภาพมีปัญหา พบ จ้างผลิตรายการ ขัด พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง จ่ายค่าตอบแทนไร้ระเบียบ จ่อสรุปปมผู้บริหารใช้รถส่วนกลางสัปดาห์หน้า

สตง. แถลงผลสอบงบ ไทยพีบีเอส รอบ 6-7 เดือน ชี้ประสิทธิภาพมีปัญหา พบ จ้างผลิตรายการ ขัด พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง จ่ายค่าตอบแทนไร้ระเบียบ จ่อสรุปปมผู้บริหารใช้รถส่วนกลางสัปดาห์หน้า

KEY

POINTS

  • ประสิทธิภาพดำเนินงานมีปัญหา: สตง.ชี้ไทยพีบีเอสตั้ง KPI ไม่สะท้อนผลสัมฤทธิ์จริง ระบบข้อมูลผู้รับชมยังแยกส่วนและไม่เชื่อมโยง
  • ผิดกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างและค่าตอบแทน: พบการจ้างผลิตรายการขัด พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ และการจ่ายค่าตอบแทนพิธีกรปี 2568 ไร้ระเบียบรองรับ
  • จ่อฟันปมใช้รถผู้บริหาร: เตรียมสรุปผลการตรวจสอบการใช้รถส่วนกลางของผู้บริหารไทยพีบีเอสส่งให้หน่วยงานพิจารณาในสัปดาห์หน้า

14 ตุลาคม 2569 สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) โดยรองผู้ว่าการ สตง. พร้อมคณะ แถลงผลการตรวจสอบการใช้งบประมาณขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) สืบเนื่องจากกรณีมีเรื่องร้องเรียนภายในองค์กร เมื่อช่วงต้นปี 2569 เกี่ยวกับการใช้จ่ายงบประมาณ ไม่เป็นไปตามระเบียบและกฎหมาย ตลอดรอบการตรวจสอบ 6-7 เดือนที่ผ่านมา เผยพบปัญหาประสิทธิภาพการดำเนินงาน การจ้างผลิตรายการขัด พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ และการจ่ายค่าตอบแทนไร้ระเบียบ พร้อมเตรียมสรุปผลปมรถผู้บริหารสัปดาห์หน้า

 

นายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน พร้อมด้วยนางสาวสินีนาต โพธิชัย ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ 3 นางสาวมธุลีห์ โยคี ผู้ตรวจเงินแผ่นดินภาค 2 และ นายโสมทัต นิธิตรีรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบการปฏิบัติการตามกฎหมายที่ 1 ร่วมกันแถลงข่าวผลการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส

 

นายสุทธิพงษ์ ระบุว่า เป็นการแถลงผลการตรวจสอบหน่วยรับตรวจ ไม่ได้เป็นการแถลงโต้ตอบระหว่างองค์กร และที่มีผลการตรวจสอบเพราะเมื่อปลายปี 2569 ต้นปี 2569 สตง. ได้รับเรื่องร้องเรียนภายในองค์กร และเชื่อว่าเอกสารที่แนบมาเป็นเอกสารภายในองค์กร คนภายนอกไม่น่ามีเอกสารดังกล่าว และเป็นการร้องเรียนเรื่องของการใช้จ่ายเงินไม่เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ มติ ครม.ฯ หรือแบบแผนของทางราชการ มีเหตุทำให้องค์กรเสียหาย โดยมีหลายประเด็นในการตรวจสอบ โดยประเด็นหลัก ๆ คือ ทั้งการจัดหาคนทำข่าว และประเด็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ระดับสูงใช้ทรัพย์สินขององค์กรไม่เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย รวมถึงการบริหารงานที่ผ่านมาไม่มีประสิทธิภาพ

สตง.แถลงผลตรวจสอบการใช้งบไทยพีบีเอส

"ยืนยันว่า การตรวจสอบดังกล่าวเกิดจากการร้องเรียนเจ้าหน้าที่ในองค์กร และ สตง. มีหน้าที่ตรวจสอบ ซึ่งผู้ว่าการ สตง. เห็นว่าเป็นองค์กรใหญ่จึงตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ และมีคำสั่งให้คณะกรรมการชุดนี้ตรวจสอบมาตั้งแต่ 26 ม.ค. 2569 โดยชุดหนึ่งตรวจสอบการจัดหาว่า เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับหรือไม่ ชุดหนึ่งตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพขององค์กร และอีกชุดคือตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจง ทั้งนี้ หากพบว่ามีการส่อไปในทางทุจริต ก็จะนำเรื่องส่งไปยัง ป.ป.ช. ดำเนินการ"

นายสุทธิพงษ์ ระบุว่า เมื่อวันที่ 2 ต.ค. มีผลการตรวจสอบเรื่องของผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินการขององค์กร ออกรายงานไปแล้ว ซึ่งองค์กรจะต้องทำแผนพัฒนาตามข้อเสนอแนะ 9 ต.ค. มีผลการตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างว่า เป็นไปตามระเบียบกฎหมายหรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้มีการออกข่าวไปก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนความผิดการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจงกับเจ้าหน้าที่ยังไม่ออกรายงาน และจะออกรายงานโดยเร็ววันนี้

 

ทั้งนี้ ตั้งเรื่อง ม.ค. เพิ่งออกรายงาน ต.ค. ก็เพื่อให้เกิดความละเอียดรอบคอบ เพราะมีผลต่อองค์กรที่ออกรายงาน จึงต้องระมัดระวังเรื่องนี้ ตั้งแต่คณะทำงานและความเห็นชอบของหน่วยงาน โดยเราปฏิบัติตามระเบียบและมาตรฐานตาม ม. 10 ของ พ.ร.บ. สตง. โดยเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องชี้แจงแสดงเหตุผลในข้อทักท้วงทั้งหมด 

 

นายสุทธิพงษ์ยังบอกอีกว่า แนวทางของ สตง. หลังการตรวจสอบคือ หากพบว่ามีการบกพร่องจะส่งให้หน่วยงานดำเนินการ โดยมีแนวทางการดำเนินการสามารถที่จะให้ชดใช้ค่าเสียหายและดำเนินการทางวินัยกับผู้เกี่ยวข้อง แต่หากพบว่ามีการทุจริตประพฤติมิชอบ จะส่งให้ ป.ป.ช. ดำเนินการ

“การตรวจสอบทำมาโดยตลอด ไม่ใช่เพิ่งทำ และเรื่องนี้ไม่ได้แถลงตอบโต้ใครเลย ขอยืนยันว่า ไม่ได้เป็นการแถลงตอบโต้ระหว่างหน่วยงานกับหน่วยงาน แต่เป็นการแถลงผลการตรวจสอบ หากเห็นว่าผลการแถลงไม่ถูกต้องสามารถตั้งคณะกรรมการ และเห็นแย้งกลับมาได้ และเรื่องนี้ใช้เวลา 6-7 เดือนในการวิเคราะห์ผล” 

นายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน  

 

พบไทยพีบีเอส ประสิทธิภาพการดำเนินงานยังมีปัญหา 

 

ขณะที่ นางสาวสินีนาต ระบุถึงผลการตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินงานของไทยพีบีเอสว่า ไทยพีบีเอสได้รับงบประมาณปีละ 2,000 กว่าล้านบาท และ 50% เป็นงบเกี่ยวกับการจัดหาและผลิตสื่อ สตง. จึงได้มีการตรวจสอบ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าให้สมกับเจตนารมณ์การเป็นสื่อสาธารณะที่คุ้มค่าให้กับสังคมอย่างแท้จริง

 

โดยมี 2 ประเด็น คือ การบรรลุตัวชี้วัดบางส่วนยังไม่สะท้อนผลสัมฤทธิ์การผลิต และจัดหาได้อย่างแท้จริง แม้จะบรรลุ KPI ขององค์กร แต่พบว่ามีการปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดบ่อยครั้ง ทำให้ตัวองค์กรไม่สามารถสะท้อนความมีประสิทธิภาพการแข่งขันได้อย่างแท้จริง

 

และยังพบว่า การทำงานของหน่วยงานภายในด้านการผลิต จัดหารายการไม่สามารถบรรลุเป้าหมายตัวชี้วัดได้ เพราะไทยพีบีเอสจากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เพื่อหาสาเหตุของการดำเนินงานที่ไม่บรรลุเป้าหมาย

 

นางสาวสินีนาต กล่าวว่า โครงการส่วนใหญ่มีลักษณะดำเนินการเป็นรายปี เมื่อโครงการใดไม่ได้รับการดำเนินการต่อ ก็ไม่ได้มีการวิเคราะห์หาสาเหตุอย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงพัฒนางาน ขณะที่บางกรณีใช้วิธีเปลี่ยนแปลงตัวชี้วัดแทนการแก้ไขปัญหาเดิม

 

นอกจากนี้ ยังพบว่าข้อมูลพฤติกรรมผู้รับชมที่ไทยพีบีเอสรวบรวมไว้ ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ประกอบการวางแผนผลิต และจัดหารายการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยระบบข้อมูลสมาชิก One Thai PBS ยังไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูล เพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้รับชมได้อย่างสมบูรณ์ สตง. จึงเสนอแนะให้ไทยพีบีเอสวิเคราะห์ทิศทางและเป้าหมายขององค์กร กำหนดตัวชี้วัดให้สอดคล้องกับภารกิจ ใช้ตัวชี้วัดอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สามารถเปรียบเทียบผลย้อนหลัง และเร่งพัฒนาฐานข้อมูลพฤติกรรมผู้ชมให้เชื่อมโยงกัน เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจผลิตเนื้อหาที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

 

และ สตง. ยังพบข้อบกพร่องด้านระบบสนับสนุนการผลิต จัดหา และเผยแพร่รายการ โดยระบบบริหารจัดการแผนงาน หรือ BMP ยังไม่สามารถรายงานผลการดำเนินงานเปรียบเทียบกับแผนงานได้ครบถ้วน รวมถึงยังไม่สามารถแสดงข้อมูลตัวชี้วัดระดับองค์กร เพื่อใช้ติดตามผลสำเร็จของโครงการได้อย่างชัดเจน

 

ส่วนการติดตามผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ยังเน้นไปที่การเบิกจ่ายงบประมาณให้ได้มากกว่าร้อยละ 80 ตามแผน มากกว่าการพิจารณาว่างบประมาณที่ใช้จ่ายไปก่อให้เกิดผลผลิตหรือผลลัพธ์ตามเป้าหมายมากน้อยเพียงใด

 

ขณะที่ระบบจัดเก็บไฟล์รายการยังแยกกันอยู่ตามหน่วยงานภายใน ไม่ได้เชื่อมโยงเป็นฐานข้อมูลกลาง และระบบบริหารจัดการการออกอากาศ หรือ Broadcast Management System (BMS) ยังใช้บริหารจัดการเฉพาะรายการที่ออกอากาศทางโทรทัศน์ ไม่ครอบคลุมรายการที่เผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์

 

ส่งผลให้การรวบรวมข้อมูลรายการที่ผลิต จัดหา และเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ต้องใช้ขั้นตอนและระยะเวลาเพิ่มขึ้น และทำให้ผู้บริหารไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลภาพรวมขององค์กรเพื่อประกอบการตัดสินใจได้อย่างทันท่วงที

 

นอกจากนี้ แม้ไทยพีบีเอสจะเพิ่มการผลิตรายการรูปแบบ Online First แต่ สตง. พบว่าการประเมินการเข้าถึงเนื้อหาของกลุ่มเป้าหมายยังไม่ชัดเจน โดยใช้ข้อมูลจำนวนผู้ใช้งานเว็บไซต์ หรือ Active User จาก Google Analytics เป็นส่วนหนึ่งในการวัดผล ซึ่งไม่สามารถสะท้อนโดยตรงว่าประชาชนกลุ่มเป้าหมายได้รับชมเนื้อหารายการแต่ละประเภทมากน้อยเพียงใด

 

ส่วนการประเมินผลตอบแทนทางสังคม หรือ SROI ยังไม่มีหลักเกณฑ์เป็นลายลักษณ์อักษรในการคัดเลือกรายการหรือผู้ประเมินภายนอก ขณะที่การสำรวจความคิดเห็นของประชาชน หากผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า ไม่ได้รับชมรายการ ก็จะยุติการสัมภาษณ์ โดยไม่ได้สอบถามถึงเหตุผลที่ไม่รับชม ทำให้องค์กรขาดข้อมูลที่จะนำไปปรับปรุงเนื้อหาให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย

 

ทั้งนี้ สตง. จึงเสนอให้พัฒนาระบบบริหารจัดการข้อมูลกลาง ยกระดับระบบ BMP และ BMS ให้รองรับการผลิตและเผยแพร่ทุกช่องทาง รวมถึงกำหนดหลักเกณฑ์การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางสังคม และปรับปรุงระบบสำรวจความคิดเห็นให้สามารถเก็บข้อมูลเชิงลึกจากประชาชนได้มากขึ้น

 

พบจ้างผลิตรายการขัดต่อ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ ส่วนการจ่ายค่าตอบแทนไร้ระเบียบรองรับ

 

ส่วน นางสาวมธุลีห์ ระบุถึงผลการตรวจสอบเรื่องของการปฏิบัติตามกฎหมายว่า สตง. ได้กำหนดการตรวจสอบให้สองประเด็นตามเรื่องร้องเรียนที่ได้รับ เรื่องแรกคือเรื่องของการจ้างผลิตรายการข่าวเจาะย่อโลก การจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจงเป็นไปตามระเบียบหรือไม่อย่างไร โดยไทยพีบีเอสได้ทำสัญญาข่าวเจาะย่อโลก ปี 60-68 แบบเฉพาะเจาะจง และการผลิตสัญญาเป็นลักษณะงานจ้าง อุปกรณ์มีกล้องถ่ายทำ และไม่มีการประเมินเรตติง ดังนั้น อาจจะขัดต่อ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและพัสดุภาครัฐ และก่อให้เกิดความเสียหายกับไทยพีบีเอส

 

ประเด็นที่ 2 คือการจ่ายค่าตอบแทนพิธีกร ปี 66-68 เป็นไปตาม พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 มาตรา 28 (9) ประกอบระเบียบองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยว่าด้วยการเงิน การบัญชี และการงบประมาณ พ.ศ. 2567 ข้อ 5 ตลอดจนการใช้จ่ายหรือใช้ประโยชน์นั้น เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ประหยัด เกิดผลสัมฤทธิ์ และมีประสิทธิภาพหรือไม่

 

จากการตรวจสอบพบว่า งบประมาณปี 66-68 ไทยพีบีเอสมีการจ่ายค่าพิธีกรหรือค่าแขกรับเชิญ โดยไม่มีระเบียบหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายไว้ แต่มีแนวทางและหลักเกณฑ์ในเชิงบริหารสำหรับหน่วยงานภายใน เช่น แนวทางการปฏิบัติการจ่ายค่าตอบแทนแหล่งข่าว และแนวทางการจ่ายค่าตอบแทนผู้ดำเนินรายการและผู้ร่วมรายการ โดยไม่มีการประกาศใช้ระเบียบเฉพาะเกี่ยวกับการกำหนดอัตราค่าตอบแทนพิธีกรและแขกรับเชิญ แต่อาศัยการอนุมัติวงเงินภายใต้กรอบวงเงินตามคำสั่งการมอบอำนาจเป็นการชั่วคราว

 

ต่อมา ไทยพีบีเอสได้ประกาศใช้ พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 มาตรา 28 (9) ประกอบระเบียบองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยว่าด้วยการเงิน การบัญชี และการงบประมาณ พ.ศ. 2567 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2567 ทำให้คำสั่งมอบอำนาจ แนวทางหลักเกณฑ์ของส่วนงานภายในของไทยพีบีเอสทั้งหมดไม่สามารถนำมาใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการจ่ายเงินค่าตอบแทนดังกล่าวได้

 

ดังนั้น การจ่ายเงินค่าตอบแทนพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ แขกรับเชิญ และผู้ร่วมรายการที่เกิดขึ้นในปี 2568 เป็นการจ่ายเงินโดยไม่มีระเบียบ หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข ตามระเบียบขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยว่าด้วยการเงิน การบัญชี และการงบประมาณ พ.ศ. 2567 และเป็นการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามวินัยการเงินการคลัง ม. 38 ดังนั้น ผู้ว่าการ สตง. จึงเสนอให้ดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้อง

 

เตรียมส่งสรุปผลสอบปมผู้บริหารใช้รถส่วนกลางให้ไทยพีบีเอส สัปดาห์หน้า 

 

ขณะที่ นายโสมทัต แถลงในประเด็นการตรวจสอบเรื่องของการใช้รถของผู้บริหารไทยพีบีเอส โดยระบุว่า ปกติจะตรวจสอบย้อนหลัง 5 ปี คือ ตั้งแต่ปี 62 ไทยพีบีเอสต้องรู้ว่ามีการออกระเบียบเรื่องการใช้รถส่วนกลางและการเบิกค่าตอบแทนการใช้ยานพาหนะนั้น และไทยพีบีเอสยอมรับว่า การใช้รถส่วนกลางมีระเบียบในการเบิกค่าใช้จ่ายประจำตำแหน่ง แต่การใช้รถส่วนกลาง ไทยพีบีเอสไม่มีการออกระเบียบ และมีผู้บริหารได้รับค่าตอบแทนการใช้รถมาใช้รถส่วนกลางด้วย

 

ซึ่งหลักการขององค์กรของรัฐ รวมถึงไทยพีบีเอส แต่ยังไม่ใช่ผลของการพิจารณา การใช้ทรัพย์สินของรัฐ ไทยพีบีเอสจะต้องผูกพันตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ ปี 2561 และ พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้าง ปี 2560 รวมถึงไทยพีบีเอสต้องออกระเบียบการใช้ทรัพย์สินขององค์กรอย่างชัดเจน

 

ซึ่งประเด็นนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา และหากจะมีการแจ้งผลว่าจะมีความผิดในมาตราไหน ขณะนี้คณะกรรมการตรวจสอบได้มีความเห็นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และคาดว่าจะเสนอผู้ว่า สตง. ลงนามเพื่อให้ส่งผลการตรวจสอบกลับไปยังไทยพีบีเอสได้ในสัปดาห์หน้า

ข่าวล่าสุด