แก้มลิง 45 แห่งรองรับน้ำ 14 ล้าน ลบ.ม. ปี70
ขณะการจัดทำแก้มลิงทั่ว กทม. โดยเฉพาะฝั่งตะวันออก ได้น้อมนำแนวพระราชดำริโครงการแก้มลิง มากำหนดและพัฒนาพื้นที่รับและหน่วงน้ำ 38 แห่ง รวมปริมาตรเก็บกัก 13,712,305 ลูกบาศก์เมตร โดยนับตั้งแต่ปี 2565 มีการเพิ่มพื้นที่และปรับปรุงประสิทธิภาพแก้มลิงอย่างต่อเนื่อง และอยู่ระหว่างดำเนินการเพิ่มเติมอีก 7 แห่ง รวมประมาณ 290,000 ลูกบาศก์เมตร เมื่อดำเนินการครบจะมีแก้มลิงรวม 45 แห่ง รองรับน้ำได้มากกว่า 14 ล้านลูกบาศก์เมตร
6 แก้มลิงเจ้าปัญหา ประชาพิจารณ์ไม่ผ่าน
สำหรับโครงการบึงรับน้ำ 6 แห่ง ที่สำนักการระบายน้ำศึกษาและเคยกำหนดมาก่อน พบว่า 4 แห่งทำประชาพิจารณ์แล้วไม่ผ่านความเห็นชอบของประชาชนในพื้นที่ ขณะที่โครงการบึงรับน้ำคลองคู้บอน เนื้อที่ประมาณ 130 ไร่ และคลองบางชัน เนื้อที่ประมาณ 39 ไร่ มีประเด็นเรื่องความคุ้มค่าในการเวนคืนและก่อสร้าง เมื่อเปรียบเทียบกับการพัฒนาบึงหนองบอน ระบบคลองสายหลัก และระบบลำเลียงน้ำ เพื่อเชื่อมต่อเข้าสู่อุโมงค์ระบายน้ำส่วนต่อขยายบึงหนองบอน
อย่างไรก็ตามการจัดทำผังเมืองใหม่ ไม่ปรากฏเรื่องของแก้มลิงอยู่ในผังเมืองนั้น กทม. โดยสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง ยืนยันว่า กระแสข่าวดังกล่าวคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เนื่องจากแก้มลิงทั้ง 6 นี้ไม่เคยอยู่ในผังเมืองปัจจุบัน เนื่องจากไม่ผ่านตั้งแต่ขั้นตอนประชาพิจารณ์
บูรณาการผังเมืองใหม่ ป้องอุทกภัย
นายอาสา ทองธรรมชาติ ผู้อำนวยการสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง กทม. ระบุว่า การจัดทำผังน้ำ ในร่างผังเมืองฉบับใหม่ เพิ่มมิติการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ กทม. โดยเฉพาะการกำหนดแนวทางระบายน้ำและพื้นที่ฟลัดเวย์อย่างเป็นระบบ หลังจากที่ผ่านมาแนวทางดังกล่าวส่วนหนึ่งอยู่ภายใต้การกำหนดพื้นที่สีเขียวลายตามผังเมืองเดิม ขณะที่พระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 กำหนดให้การจัดทำผังเมืองรวมต้องจัดทำ “ผังน้ำ” ควบคู่กัน เพื่อให้การวางผังเมืองคำนึงถึงระบบน้ำและการป้องกันปัญหาอุทกภัยมากขึ้น
สำหรับพื้นที่ฟลัดเวย์เดิมมีการกำหนดแนวพื้นที่ขนาดใหญ่และใช้ข้อกำหนดควบคุมการพัฒนามาเป็นเวลากว่า 40 ปี โดยครอบคลุมพื้นที่เชื่อมโยงกรุงเทพฯ ปทุมธานี และสมุทรปราการ อย่างไรก็ตาม เมื่อพื้นที่โดยรอบมีการพัฒนาเมืองเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ปทุมธานีและสมุทรปราการที่มีทั้งชุมชน โรงงานอุตสาหกรรม และโครงการที่อยู่อาศัย ทำให้พื้นที่ฟลัดเวย์ตามแนวคิดเดิมไม่สามารถรักษาสภาพไว้ได้ทั้งหมด
ยกระดับระบบคลอง ลดพื้นที่ฟลัดเวย์คืนประชาชน
สำหรับการกำหนดพื้นที่ฟลัดเวย์ ในผังเมืองฉบับใหม่ กทม. ได้พิจารณาทบทวนจากแนวพื้นที่เดิมที่กำหนดไว้เป็นบริเวณกว้าง โดยพื้นที่ฟลัดเวย์เดิมมีขนาดราว 100,000 ไร่ ก่อนปรับลดลงเหลือประมาณ 1 ใน 3 หรือราว กว่า 30,000 ไร่ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการพัฒนาเมืองในปัจจุบัน ขณะที่พื้นที่ซึ่งยังมีบทบาทสำคัญต่อการรองรับ และระบายน้ำยังคงกำหนดเป็นพื้นที่สีเขียวลายไว้ ขณะที่ กทม. ยังคงควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ดังกล่าวค่อนข้างเข้มงวดมาอย่างต่อเนื่อง
สำหรับแนวฟลัดเวย์ด้านตะวันออก ของ กทม. มีลักษณะเชื่อมโยงระบบคลองในแนวเหนือ-ใต้และตะวันออก-ตะวันตก โดยคลองแสนแสบเป็นหนึ่งในแนวคลองสำคัญบริเวณช่วงมีนบุรีต่อเนื่องไปทางหนองจอก ขณะที่คลองประเวศบุรีรมย์เป็นแนวตะวันออก-ตะวันตกที่มีบทบาทเชื่อมต่อกับระบบคลองแนวเหนือ-ใต้ เพื่อช่วยนำน้ำลงสู่พื้นที่ตอนล่างและออกสู่ทะเลบริเวณสมุทรปราการ อย่างไรก็ตาม พื้นที่ลาดกระบังมีลักษณะเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำหรือแอ่งกระทะ ทำให้การระบายน้ำยังเป็นโจทย์สำคัญ โดยเฉพาะเมื่อมีฝนตกหนัก
ขณะเดียวกัน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐในพื้นที่ตะวันออกของ กทม. ทั้ง สนามบินสุวรรณภูมิ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และระบบรถไฟฟ้า ได้กลายเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวของเมืองและความต้องการใช้ประโยชน์ที่ดินเพิ่มขึ้น ส่งผลให้การรักษาพื้นที่สีเขียวลาย หรือพื้นที่ที่ทำหน้าที่รองรับและระบายน้ำตามแนวคิดเดิม ต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับสภาพเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป
ดังนั้น แนวทางของผังเมืองฉบับใหม่จึงต้องปรับลดขนาดพื้นที่ฟลัดเวย์ จากแนวพื้นที่เดิมที่มีขนาดใหญ่มาก หลังจากพื้นที่บางส่วนถูกพัฒนาเป็นเมืองไปแล้ว ขณะที่พื้นที่ที่ยังมีศักยภาพในการทำหน้าที่เป็นพื้นที่รับน้ำและระบายน้ำ ยังคงรักษาไว้ในรูปแบบพื้นที่สีเขียวลาย โดยเฉพาะบริเวณแนวคลองและพื้นที่ด้านตะวันออก เพื่อให้สามารถรักษาสมดุลระหว่างการบริหารจัดการน้ำกับการพัฒนาเมืองในแง่สังคมและคุณภาพชีวิตประชาชน
ทั้งนี้ ในการจัดทำผังเมืองฉบับใหม่ได้พิจารณาระบบน้ำและพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมควบคู่กับการกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน เนื่องจากพื้นที่ด้านตะวันออกของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะมีนบุรี หนองจอก และลาดกระบัง มีลักษณะเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำและเป็นแอ่งรับน้ำ อีกทั้งมีระบบคลองทั้งแนวเหนือ-ใต้และตะวันออก-ตะวันตก โดยมีคลองแสนแสบ และคลองประเวศบุรีรมย์เป็นแนวสำคัญในการเชื่อมโยงระบบระบายน้ำ ดังนั้น พื้นที่ที่ยังจำเป็นต่อระบบน้ำจึงยังได้รับการรักษาไว้ ขณะที่การปรับการใช้ประโยชน์ที่ดินจะพิจารณาตามศักยภาพ และข้อจำกัดของแต่ละพื้นที่ เพื่อให้การขยายตัวของเมืองเดินควบคู่กับการบริหารจัดการน้ำ