จากการสำรวจพื้นที่พบว่า หลายซอยยังมีน้ำท่วมสูงตั้งแต่ระดับน่องถึงเข่า รถจักรยานยนต์ไม่สามารถสัญจรผ่านได้ ขณะที่รถยนต์ขนาดเล็กมีความเสี่ยงสูง ประชาชนบางส่วนจึงต้องอาศัยรถกระบะและความช่วยเหลือจากคนในพื้นที่ในการเดินทางเข้าออกชุมชน
ปัญหาสำคัญคือระดับน้ำภายในชุมชนแทบไม่ลดลง เนื่องจากระดับน้ำในคลองสายหลักยังอยู่ในระดับสูง เมื่อหมู่บ้านและพื้นที่ย่อยพยายามสูบน้ำออกสู่คลอง แต่คลองไม่สามารถระบายน้ำออกจากพื้นที่ได้เร็วเพียงพอ ทำให้น้ำค้างอยู่ในระบบและไหลย้อนกลับมาท่วมขังชุมชนอย่างต่อเนื่อง
🔵ซัดรัฐบาลขาดเอกภาพ จี้กางแผนระบายน้ำชัดเจน
นายณัฐพงษ์ กล่าวภายหลังการเดินสำรวจว่า ก่อนเดินทางมาปทุมธานี ตนได้ร่วมติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานครมาเช่นกัน และพบปัญหาในลักษณะเดียวกัน โดยเฉพาะพื้นที่ซอยลึกที่ระดับน้ำภายในซอยแทบเสมอกับระดับน้ำในคลอง จากการร่วมประชุมคณะกรรมาธิการ ปภ. สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีหน่วยงานด้านการบริหารจัดการน้ำเข้าชี้แจง พบว่าศักยภาพการระบายน้ำจากพื้นที่ชั้นในออกสู่พื้นที่รอบนอกยังทำงานได้เพียงประมาณ 60% เท่านั้น ทำให้ไม่สามารถนำน้ำออกจากพื้นที่กรุงเทพมหานครและปทุมธานีได้รวดเร็วเท่าที่ควร
นอกจากนี้ ปัญหาอีกส่วนยังอยู่ที่การบริหารประตูระบายน้ำบริเวณรอยต่อระหว่างพื้นที่ ซึ่งมีข้อจำกัดจากข้อตกลงเดิมระหว่างหน่วยงานและพื้นที่ข้างเคียง เพื่อป้องกันไม่ให้การระบายน้ำจากพื้นที่หนึ่งไปซ้ำเติมอีกพื้นที่หนึ่ง แต่ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ จำเป็นต้องมีผู้บริหารส่วนกลางทำหน้าที่ตัดสินใจและประสานระบบทั้งหมด เพื่อให้การสูบน้ำจากพื้นที่ชั้นในและการระบายออกบริเวณรอบนอกเดินหน้าไปพร้อมกันได้
🔵ถามหาความรับผิดชอบและคำตอบจากรัฐบาล
นายณัฐพงษ์ ย้ำว่า การแจกอาหาร น้ำดื่ม และยาให้ประชาชนยังคงเป็นสิ่งจำเป็น ตราบใดที่ระดับน้ำยังสูงจนประชาชนไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ความช่วยเหลือเฉพาะหน้าอย่างเดียวไม่เพียงพอ สิ่งที่ประชาชนต้องการมากที่สุดในเวลานี้คือ คำตอบที่ชัดเจนจากรัฐบาลว่าจะสามารถระบายน้ำออกได้ปริมาณเท่าไร และน้ำจะลดลงเมื่อใด
“ในขณะที่น้ำหน้าบ้านประชาชนยังท่วม แต่เครื่องสูบน้ำที่จะระบายออกไปทางอ่าวไทย เจ้าพระยา บางปะกง หรือนครนายก ยังทำงานได้แค่ 60% แบบนี้มันหาเหตุผลมาตอบคำถามไม่ได้ รัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่าเป็นเพราะอะไร และจะทำอย่างไรให้ระบบกลับมาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ” นายณัฐพงษ์ กล่าว
นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวถึงกรณีนายกรัฐมนตรีไม่ได้มาชี้แจงสถานการณ์น้ำท่วมต่อสภาฯ โดยให้เหตุผลว่ามอบหมายงานให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแล้วว่า แม้แต่ละหน่วยงานและรัฐมนตรีจะมีหน้าที่รับผิดชอบของตนเอง แต่นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยังคงมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อสภาเช่นเดียวกัน สถานการณ์ปัจจุบันจึงไม่ใช่เพียงโจทย์ว่าหน่วยงานใดมีเครื่องสูบน้ำกี่เครื่อง แต่เป็นคำถามว่ารัฐบาลจะสามารถสั่งการและประสานระบบระบายน้ำทั้งหมดให้ทำงานเต็มศักยภาพได้รวดเร็วเพียงใด เพราะทุกวันที่น้ำยังไม่ลด คืออีกหนึ่งวันที่ประชาชนต้องทนใช้ชีวิตอยู่กับน้ำท่วมหน้าบ้านโดยที่ยังไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด