อัยการสูงสุด ได้เห็นพ้องและสั่งการแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมารับผิดชอบคดี โดยมอบหมายให้รองอธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน เป็นหัวหน้าคณะทำงาน โดยมีตนคอยกำกับดูแล และมอบหมายให้ ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ผบช.ปส.) เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ โดยมีอัยการจากสำนักงานการสอบสวนเข้าร่วมสอบสวนด้วยตั้งแต่เริ่มต้น
การสั่งให้เป็นคดีนอกราชอาณาจักร มีข้อดีสำคัญในทางกฎหมาย คือ ช่วยลดขั้นตอนความซับซ้อนของการสั่งคดี โดยอำนาจสั่งคดีจะเบ็ดเสร็จอยู่ที่ “อัยการสูงสุด” เพียงท่านเดียว หากมีคำสั่งฟ้อง สำนักงานคดียาเสพติดจะนำคดีขึ้นสู่ศาลทันที ทำให้กระบวนการกระชับและรวดเร็วยิ่งขึ้น
ปัจจุบันระยะเวลาการฝากขังผู้ต้องหาทั้ง 3 รายที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำ เหลือระยะเวลาฝากขังรวมอีกเพียง ประมาณ 15 วันเท่านั้น คณะทำงานจึงต้องเร่งสรุปสำนวนให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด โดยตั้งเป้าหมายทำสำนวนให้แล้วเสร็จขึ้นเร็วที่สุดภายในวันศุกร์ที่ 11 กันยายนนี้ หรืออย่างช้าที่สุดไม่เกินวันจันทร์ที่ 14 กันยายนนี้ เพื่อเสนอตามลำดับชั้นให้ทันพิจารณาสั่งฟ้องก่อนครบกำหนดฝากขัง ป้องกันไม่ให้ต้องปล่อยตัวผู้ต้องหา
สำหรับข้อหาหลักที่พนักงานสอบสวนได้แจ้งแก่ผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย มีทั้งสิ้น 4 ข้อหา ได้แก่ 1.สมคบกันกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด 2.ร่วมกันจำหน่ายและร่วมกันส่งออกยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เฮโรอีน) เพื่อการค้าและส่งผลกระทบต่อความมั่นคง (จากการว่าจ้างวานแอร์มีนา นำเฮโรอีนบรรจุถุงลายช้างไปส่งที่ออสเตรเลีย) 3.ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ 4.ร่วมกันช่วยเหลือผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษ ทำลาย ซ่อนเร้น หรือทำให้สูญหายซึ่งพยานหลักฐาน (จากการนำเฮโรอีนไปทำลาย)
จากการประชุมร่วมคณะทำงานได้มอบหมายภารกิจสำคัญ 2 ประเด็น คือ 1.สืบสวนหาตัวผู้รับยาปลายทาง โดยมอบหมายให้ บช.ปส. สืบสวนขยายผลเพิ่มเติมว่า “ใครคือคนที่มารับยาเสพติดจากแอร์มีนาที่ประเทศออสเตรเลีย” รวมถึงการตรวจสอบบุคคลต้องสงสัยตามเบาะแส เช่น บุคคลที่ใช้ชื่อว่า "เดียร์" หรือชื่ออื่นๆ หากพบพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึงใครเพิ่มเติม จะทำการแยกสำนวนเพื่อดำเนินคดีขยายผลต่อไป
2.แจ้งข้อหาพยายามกระทำความผิด(นำเข้าส่งออกยาเสพติด) กรณี “คุณจิตรลดา” พยานสำคัญ ซึ่งจากการสอบสวนพบพฤติการณ์อีกกรรมหนึ่ง คือ “rose rose” เคยว่าจ้างคุณจิตรลดา ลูกสาวของแอร์โฮสเตสอีกท่านหนึ่งให้หิ้วของเช่นกัน แต่คุณจิตรลดาไหวตัวทันและปฏิเสธไม่รับทำ พร้อมส่งมอบของคืนกลับไปที่อยุธยา ก่อนที่จะมีการนำยาเสพติดไปทำลายทิ้ง
โดยนายวัชรินทร์ เน้นย้ำว่า คุณจิตรลดา มีฐานะเป็นพยานที่สำคัญในคดี ไม่ใช่ผู้ต้องหา แต่พฤติการณ์ของผู้ต้องหาที่ไปใช้จ้างวาน คุณจิตรลดาเข้าข่ายกระทำความผิดแล้ว แต่ไม่บรรลุผล จึงมีมติให้แจ้งข้อหาร่วมกันพยายามส่งออกยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เพิ่มเติมแก่กลุ่มผู้ต้องหาด้วย“
ในส่วนของการประสานข้อมูลกับต่างประเทศ ทางการไทยได้รับการอนุเคราะห์ข้อมูลบางส่วนที่เป็นประโยชน์จากออสเตรเลียแล้ว ผ่านช่องทาง ผบช.ปส. เช่น ผลการตรวจพิสูจน์ยาเสพติด และรายละเอียดเกี่ยวกับตัวของแอร์มีนา ซึ่งได้นำเข้าประกอบในสำนวนเรียบร้อยแล้ว ส่วนกรณีสิทธิการดำเนินคดีกับ แอร์มีนา เนื่องจากแต่ละประเทศมีอำนาจอธิปไตยและเขตอำนาจศาลเป็นของตนเอง การดำเนินคดีในปัจจุบันจึงเป็นอำนาจของศาลเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย แต่หากในอนาคตทางการออสเตรเลียสั่งไม่ฟ้องและปล่อยตัวกลับมา ประเทศไทยในฐานะเจ้าของคดีหลักนอกราชอาณาจักร สามารถนำตัวเข้าสู่กระบวนการสอบสวนของไทย เพื่อพิจารณาความผิดตามกฎหมายไทยได้ทันที เทียบเคียงกรณีคดีของ ”น้องเทียน“ ที่เคยเกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น
สำหรับแผนการปฏิบัติงานจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้(10 ก.ย.69) โดยคณะพนักงานสอบสวน บช.ปส. พร้อมด้วยอัยการจากสำนักงานการสอบสวน จะเดินทางเข้าไปยังเรือนจำเพื่อดำเนินการแจ้งข้อหาเพิ่มเติม กรณีพยายามส่งออกฯ ในส่วนของคุณจิตรลดา แก่ผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย โดยจะนำทนายความเข้าร่วมรับฟังการแจ้งข้อหาด้วย เนื่องจากเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูงตามที่กฎหมายบังคับไว้
พร้อมกันนี้ทางการได้ฝากเตือนไปยังประชาชนและผู้ประกอบอาชีพรับจ้างหิ้วของข้ามประเทศ ให้เพิ่มความระมัดระวังและตรวจสอบสิ่งของอย่างรอบคอบ เนื่องจากกลุ่มเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติตั้งใจใช้ผู้รับจ้างหิ้วของเป็นเครื่องมือในการลำเลียงยาเสพติดไปยังต่างประเทศอยู่ตลอดเวลา