เนชั่นทีวี

Business

“พรายพล” ห่วงค่าไฟฟ้า PDP 2026 พุ่งเกิน 4 บาทช่วงปลายแผน 25 ปี

09 ก.ย. 2569 | prisana_tha

“พรายพล” ห่วงค่าไฟฟ้า PDP 2026 พุ่งเกิน 4 บาทช่วงปลายแผน 25 ปี

“พรายพล” ชี้ค่าไฟฟ้า PDP 2026 เฉลี่ย 3 บาทกว่าถึงเกือบ 4 บาท แต่ปลายแผน 25 ปีอาจพุ่งเกิน 4 บาท ห่วงต้นทุนเทคโนโลยีใหม่ต่ำเกินจริง

“พรายพล” ชี้ค่าไฟฟ้า PDP 2026 เฉลี่ย 3 บาทกว่าถึงเกือบ 4 บาท แต่ปลายแผน 25 ปีอาจพุ่งเกิน 4 บาท ห่วงต้นทุนเทคโนโลยีใหม่ต่ำเกินจริง

KEY

POINTS

  • ค่าไฟ PDP 2026 ปลายแผนเสี่ยงเกิน 4 บาท แม้ค่าไฟเฉลี่ยอยู่ราว 3 บาทกว่าถึงเกือบ 4 บาท แต่ช่วงปลายแผน 25 ปีมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น
  • ห่วงต้นทุนเทคโนโลยีใหม่ต่ำกว่าความเป็นจริง โดยเฉพาะ SMR และ CCS อาจประเมินต้นทุนไว้ต่ำเกินไป ขณะที่ไฮโดรเจน ถูกลดบทบาทจากแผนเดิม
  • ยกกรณีที่ 3 น่าสนใจที่สุด เพราะมีมูลค่าปัจจุบันของค่าไฟเฉลี่ยต่ำสุดราว 3.85 บาท และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ดีที่สุด พร้อมเรียกร้องรัฐวิเคราะห์ต้นทุนให้รอบด้าน

9 กันยายน 2569 ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และพลังงาน กล่าวในงานเสวนา The Big Issue PDP 2026 Energy Green Power จัดโดยฐานเศรษฐกิจ และโพสต์ทูเดย์ ว่า วิเคราะห์ภาพรวมของอัตราค่าไฟฟ้าตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ทั้ง 4 กรณีศึกษา โดยระบุว่าค่าไฟฟ้าเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 3 บาทกว่าถึงเกือบ 4 บาท ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับราคาปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในรายละเอียดพบว่า อัตราค่าไฟฟ้าจะอยู่ในระดับต่ำเฉพาะช่วงปีแรกๆ ของแผน และจะทยอยปรับตัวสูงขึ้นจนเกิน 4 บาทในช่วงปลายแผน 25 ปี

 

ศ.ดร.พรายพล ชี้ให้เห็นประเด็นที่น่าสนใจว่า หากคำนวณอัตราการเพิ่มขึ้นของค่าไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดทั้งแผน จะพบว่าเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 0.3 - 0.4% ต่อปีเท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อของประเทศไทยที่อยู่ในระดับ 1-3% นั่นหมายความว่าหากเป็นไปตามแผนจริง ค่าไฟฟ้าจะมีอัตราการเพิ่มขึ้นที่ต่ำกว่าราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ในตลาด

ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และพลังงาน

 

อย่างไรก็ตาม ศ.ดร.พรายพล ได้แสดงความกังวลถึงสมมติฐานด้านต้นทุนของเทคโนโลยีใหม่ที่ระบุในแผน โดยตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีการประเมินตัวเลขที่ต่ำเกินความเป็นจริง (Underestimate) ในหลายจุด อาทิ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ที่ในแผนระบุต้นทุนค่าไฟฟ้าในอีก 10 ปีข้างหน้าไว้ไม่ถึง 2.50 บาท ซึ่งมองว่าอาจเป็นตัวเลขที่ต่ำเกินไปสำหรับเทคโนโลยีนี้

 

ส่วนเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน (CCS) มีการระบุต้นทุนไว้ที่ 135 เหรียญสหรัฐต่อตัน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายมองว่าเป็นตัวเลขที่ถูกกดไว้ต่ำเกินไป เมื่อเทียบกับต้นทุนจริงในอนาคต

ในส่วนของไฮโดรเจน ศ.ดร.พรายพล ให้ความเห็นว่าในแผน PDP ฉบับปัจจุบัน ไฮโดรเจนถูกลดบทบาทลงไปอยู่ในหมวด "เทคโนโลยีใหม่" (New Technology) และกล่าวถึงเพียงในลักษณะเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) เท่านั้น ทั้งที่ในแผนก่อนหน้าเคยถูกวางให้เป็นพระเอกในการทดแทนก๊าซธรรมชาติ

 

"ไฮโดรเจนเขียว (Green Hydrogen) มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะในอีก 10 ปีข้างหน้า ต้นทุนจะลดลงจนสามารถแข่งขันกับก๊าซธรรมชาติที่มีแนวโน้มราคาสูงขึ้นจากผลกระทบของสงครามได้" ศ.ดร.พรายพล ระบุ

 

พร้อมเสริมว่า ไฮโดรเจนมีความได้เปรียบเนื่องจากสามารถนำไปใช้ได้หลากหลาย ทั้งในภาคการผลิตไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม การขนส่ง และบ้านเรือน

 

ศ.ดร.พรายพล ยังระบุว่า ตนเองมองว่า กรณีที่ 3 ของแผน PDP 2026 มีความน่าสนใจมากที่สุด เนื่องจากมีค่าเสียโอกาสหรือมูลค่าปัจจุบัน (Present Value) ของราคาเฉลี่ยต่ำที่สุดที่ประมาณ 3.85 บาท และยังเป็นกรณีที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ดีที่สุดอีกด้วย

 

ในด้านการแข่งขันระดับภูมิภาค แม้ว่าคู่แข่งอย่างมาเลเซีย เวียดนาม และอินโดนีเซีย จะมีราคาค่าไฟฟ้าที่ต่ำกว่าไทย แต่ต้องคำนึงถึงปัจจัยเรื่องการอุดหนุนราคา (Subsidy) จากภาครัฐในประเทศเหล่านั้นด้วย ซึ่งหากประเทศไทยสามารถบริหารจัดการต้นทุนให้เป็นไปตามแผนและมีความโปร่งใส ก็เชื่อว่าขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยจะยังคงอยู่ในระดับที่สู้ได้

 

“ประเด็นสำคัญที่ภาครัฐต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ คือ ความน่าเชื่อถือของต้นทุนเทคโนโลยีในอนาคต" โดยควรมีการวิเคราะห์ความไวในการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนให้มากขึ้น เพื่อให้ราคาค่าไฟฟ้าสะท้อนความเป็นจริงและสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคประชาชน” ศ.ดร.พรายพล กล่าว

ข่าวล่าสุด