แก๊งคอลเซ็นเตอร์สุดแสบ บีบนักศึกษาหลอกขอเงินล้านพ่อแม่ อ้างเรียนต่อ
29 ส.ค. 2569 | prisana_tha

แผนแก๊งคอลเซ็นเตอร์สุดแสบ บีบนักศึกษาหลอกลวงพ่อแม่ ขอเงินล้านอ้างทุนเรียนต่อ เหยื่อสูญสูงสุด 1.5 ล้าน บังคับเปิดห้อง-วิดีโอคอล เฝ้า 24 ชม.
ข่าว
29 ส.ค. 2569 | prisana_tha

แผนแก๊งคอลเซ็นเตอร์สุดแสบ บีบนักศึกษาหลอกลวงพ่อแม่ ขอเงินล้านอ้างทุนเรียนต่อ เหยื่อสูญสูงสุด 1.5 ล้าน บังคับเปิดห้อง-วิดีโอคอล เฝ้า 24 ชม.
KEY
POINTS
29 สิงหาคม 2569 ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดเผยผลการปฏิบัติเข้าช่วยเหลือนักศึกษาที่ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรศัพท์ข่มขู่ว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด พร้อมบังคับให้โอนเงินและส่งต่อทรัพย์สินมีค่า ไม่เช่นนั้นจะต้องถูกดำเนินคดี จนนักศึกษาต้องหลอกลวงพ่อแม่ อ้างว่าขอเงินเรียนต่อสูญหลักล้าน โดยเมื่อวันที่ 28 ส.ค.69 ที่ผ่านมา สามารถทำการช่วยเหลือไว้ได้ 2 เคส ดังนี้
เคสแรก เจ้าหน้าที่ศูนย์ ACSC ประสานตำรวจ สภ.เมืองมหาสารคาม เข้าตรวจสอบและระงับเหตุ ขณะที่กลุ่มมิจฉาชีพกำลังขู่บังคับนักศึกษา อายุ 18 ปี ซึ่งเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ในจังหวัดมหาสารคาม ให้ทำการถอนเงินสด 310,000 บาท แล้วโอนไปให้ตามบัญชีที่กลุ่มมิจฉาชีพแจ้งไว้ โดยเคสนี้ มีเจ้าหน้าที่ธนาคารสังเกตเห็นพิรุธของผู้เสียหาย จึงรีบประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันได้พยายามดึงเวลาในการทำธุรกรรมระหว่างรอเจ้าหน้าที่
ทันทีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่ธนาคารดังกล่าว พบผู้เสียหายกำลังทำธุรกรรมทางการเงินอยู่ที่เคาน์เตอร์ จึงรีบแจ้งกับผู้เสียหายว่า กำลังเสี่ยงถูกมิจฉาชีพหลอก จึงขอให้หยุดถอนเงินและเชิญตัวมาสอบปากคำที่สภ.เมืองมหาสารคาม
ผู้เสียหายให้ข้อมูลว่า ได้รับสายโทรศัพท์ที่อ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากเครือข่ายมือถือ (ปลอม) และแจ้งว่า เบอร์โทรศัพท์ถูกนำไปหลอกลวงผู้อื่นในพื้นที่ สภ.เมืองพิจิตร จากนั้นกลุ่มมิจฉาชีพอ้างว่าจะโอนสายไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พิจิตร ผ่านแอปพลิเคชัน “ไลน์”(เป็นตำรวจปลอม) ก่อนที่ส่งเอกสารทางราชการซึ่งมีข้อมูลของผู้เสียหายครบถ้วนมาบังคับข่มขู่ ทำให้เกิดความกลัว อ้างว่าผู้เสียหายเปิดบัญชีธนาคารให้ผู้ต้องหาคดีฟอกเงินนำไปใช้ในการกระทำผิด ยิ่งเพิ่มความกลัวเมื่อมิจฉาชีพออกอุบายว่าต้องโอนเงินให้ ป.ป.ง.ตรวจสอบภายใน 30 นาที มิฉะนั้นจะถูกออกหมายจับ และยังขู่ด้วยว่า ห้ามบอกใครแม้แต่พ่อแม่ ไม่เช่นนั้น ทุกคนที่รู้เรื่องก็จะถูกออกหมายจับด้วย
ด้วยความกลัว ผู้เสียหายจึงหลงเชื่อแต่บอกกับมิจฉาชีพว่า “ไม่มีเงินสด” มิจฉาชีพจึงแต่งเรื่องให้ผู้เสียหาย โทรศัพท์ไปหลอกพ่อแม่ผู้ปกครองซึ่งมีอาชีพค้าขาย ว่ามีความจำเป็นต้องใช้เงินด่วน เพื่อไปศึกษาต่อต่างประเทศ ทำให้ผู้ปกครองหลงเชื่อโอนเงินเข้ามาให้ ก่อนที่ผู้เสียหายจะเดินทางมาที่ธนาคารเพื่อถอนเงินสดตามคำสั่งของมิจฉาชีพ โดยผู้เสียหายยอมรับว่า ช่วงที่พูดคุยเกิดความเอะใจว่าจะถูกหลอก จึงบันทึกคลิปเสียงและคลิปวิดีโอเอาไว้ด้วย และระหว่างที่ทำตามสั่งมิจฉาชีพ ผู้เสียหายพยายามค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตด้วย แต่ยังไม่ทันพบข้อมูล เพราะมิจฉาชีพก็ยิ่งออกอุบายเร่งเร้าและบีบเวลาว่าต้องโอนเงินให้ ป.ป.ง. ตรวจสอบ กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจตามมาระงับการทำธุรกรรมดังกล่าว
เช่นเดียวกับ เคสที่ 2 เจ้าหน้าที่ศูนย์ ACSC ประสานตำรวจ สภ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม เข้าช่วยเหลือนักศึกษาหญิง อายุ 22 ปี มหาวิทยาลัยชื่อดัง หลังเมื่อวันที่ 26 ส.ค.69 ถูกคนร้ายปลอมเป็นเจ้าหน้าที่เครือข่ายมือถือ แจ้งว่ามีชื่อเป็นเจ้าของเบอร์โทรศัพท์ที่โทรหลอกลวงผู้เสียหายหลายราย ในพื้นที่ สภ.เมืองระนอง ก่อนจะบอกให้แอดไลน์ สภ.เมืองระนอง พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ (ปลอม) หลอกว่าผู้เสียหายมีบัญชีรับเงินผิดกฎหมาย พร้อมออกอุบายให้ผู้เสียหายไปเปิดห้องเช่าพักอยู่เพียงคนเดียว ห้ามบอกเรื่องราวนี้กับใครเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นทุกคนจะโดนคดีไปด้วย ระหว่างที่พูดคุยกัน ได้บังคับ-ข่มขู่ให้ผู้เสียหายวิดีโอคอลกับตำรวจปลอมตลอดเวลา ก่อนจะทำทีว่าจะช่วยเรื่องคดีหากเป็นผู้บริสุทธิ์จริง โดยให้นำเงินสดจำนวน 1 ล้านบาทมาค้ำประกัน เมื่อผู้เสียหายบอกว่าไม่มีเงิน คนร้ายบังคับให้แต่งเรื่องหลอกผู้ปกครองว่าได้รับทุนศึกษาต่อ
ต่างประเทศ แต่ต้องมีเงินติดบัญชีไว้จำนวน 1 ล้านบาท จึงจะได้รับทุนดังกล่าว ด้วยความกลัวจะถูกดำเนินคดี นักศึกษาผู้เสียหายจึงตัดสินใจโทรศัพท์หลอกที่บ้านตามสตอรี่ที่คนร้ายวางไว้
จากนั้นคนร้ายบอกให้ผู้เสียหายถอนเป็นเงินสดจำนวนดังกล่าว แล้วนำไปมอบให้กับผู้ชายที่มารอรับ ในวันที่ 27 ส.ค.69 โดยนัดรับกันที่ลานจอดรถของโรงแรม อ้างนำไปตรวจสอบ ไม่เพียงเท่านั้นคนร้ายยังอ้างว่ายอดเงินดังกล่าวไม่เพียงพอ กับการแสดงความบริสุทธิ์ พร้อมบังคับให้ผู้เสียหายหลอกผู้ปกครองเพิ่มเติมว่าต้องโอนเงินมาเพิ่มอีก 5 แสนบาท เพื่อยืนยันลำดับคิวในการขอทุนเรียนต่อต่างประเทศ เมื่อผู้เสียหายได้เงินจำนวนดังกล่าว ก็ได้นำไปส่งมอบให้กับชายคนเดิมที่ลานจอดรถ ในวันที่ 28 ส.ค.69 โดยตลอดระยะเวลากว่า 2 วัน คนร้ายบังคับให้ผู้เสียหายวิดีโอคอลด้วยตลอดเวลา เพื่อควบคุมและครอบงำทุกการปฏิบัติ
เรื่องราวยังไม่จบเพียงเท่านั้น คนร้ายยังบังคับต่อเนื่องว่าต้องใช้เงินเพิ่มในการแสดงความบริสุทธิ์อีก 1 แสนบาท ผู้เสียหายเครียดมากและไม่สามารถบอกกล่าวเรื่องนี้กับใครได้ จึงตัดสินใจขอยืมเงินเพื่อนอีก 20,000 บาท และพยายามโทรขอยืมเงินแฟนหนุ่ม แต่ระหว่างนั้นพ่อของผู้เสียหายและแฟนหนุ่มเอะใจ จึงได้เข้าแจ้งกับตำรวจ สภ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ให้ช่วยติดตามตัวผู้เสียหาย
กระทั่งวันที่ 28 ส.ค. เจ้าหน้าที่ได้เข้าทำการช่วยเหลือผู้เสียหายไว้ได้ ทันทีที่ผู้เสียหายพบผู้เป็นพ่อ ได้ทรุดลงร้องไห้และกล่าวเพียงคำว่าขอโทษ เมื่อผู้เสียหายสภาพจิตใจเริ่มดีขึ้น จึงได้ทำการสอบถามจนทราบเรื่องราวข้างต้นทั้งหมด รวมมูลค่าความเสียหายเคสนี้กว่า 1.5 ล้านบาท ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐาน และทราบบุคคลในขบวนการนี้ ที่มารับเงินสดจากผู้เสียหายแล้ว อยู่ระหว่างติดตามตัว พร้อมเตรียมสืบสวนขยายผลต่อไป
ทั้งนี้ ศูนย์ ACSC แจ้งเตือนภัยนักศึกษาว่า อย่าหลงเชื่อพฤติกรรมของมิจฉาชีพในลักษณะอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐต่างๆ โดยเฉพาะตำรวจ , ป.ป.ง. และ DSI โดยขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่รัฐหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจจริงจะไม่มีการโทรศัพท์มาหา ไม่ส่งเอกสารราชการ รวมถึงหมายจับ และหมายเรียกต่างๆ ทางไลน์เด็ดขาด , ไม่มีการวิดีโอคอล และที่สำคัญจะไม่มีการบังคับให้โอนเงิน หรือนำทรัพย์สินมีค่าไปให้