ศาลธัญบุรีจำคุก 4ปี 3 จำเลยสแกมเมอร์คดีฟอกเงิน หลอกเเม่อัยการดาว
18 ส.ค. 2569 | suwat_pan

ศาลธัญบุรีจำคุก 4ปี 3 จำเลยแก๊งสแกมเมอร์ คดีฟอกเงินหลอกเเม่ อัยการดาว เเต่ยกฟ้องฉ้อโกง ปชช.-องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เจ้าของโรงปุ๋ยกับพวก2 รายกลับรอดทุกข้อหา
ข่าว
18 ส.ค. 2569 | suwat_pan

ศาลธัญบุรีจำคุก 4ปี 3 จำเลยแก๊งสแกมเมอร์ คดีฟอกเงินหลอกเเม่ อัยการดาว เเต่ยกฟ้องฉ้อโกง ปชช.-องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เจ้าของโรงปุ๋ยกับพวก2 รายกลับรอดทุกข้อหา
เมื่อวันที่ 18ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดธัญบุรีอ่านคำพิพากษา คดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์สวมรอย นักธุรกิจต่างชาติหลอกลวง นางบุญครอง นิปวณิชย์มารดาของ น.ส.สุภาภรณ์ นิปวณิชย์ หรือ “อัยการดาว” อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษสำนักงานคดีอาญา อดีตพนักงานอัยการผู้ทำคดีการเสียชีวิตของนักแสดงสาว แตงโม นิดา โดยขบวนการดังกล่าวใช้วิธี สวมรอยเป็นนายแฮรี่ ชาร์ด นักธุรกิจชาวเวียดนาม ติดต่อผ่านสื่อสังคมออนไลน์ สร้างความสนิทสนม หลอกให้รัก ก่อนหลอกลวงให้โอนเงินหลายสิบครั้ง รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 700,000 บาท
สำหรับคดีนี้ เป็นคดีนอกราชอาณาจักรที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งฟ้องคดีเองโดย พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี ยื่นฟ้อง น.ส.อัญชลี ,นางสาวเวียงสวรรค์ ฯ(ชาวลาว) ,บริษัทเอ็น.เอ็น.ทีฯ จำกัด (บริษัทปุ๋ย) ,นายสุพงษ์,นายธนกร ,นายธนพน ฯจำเลยที่ 1-6 ซึ่งเป็น
กลุ่มถูกดำเนินคดีฐานเป็นบัญชีม้าและผู้รับโอนเงิน โดยพบว่า1 ในจำเลย เป็นผู้บริหารโรงงานปุ๋ยในจังหวัดบุรีรัมย์ และมีเส้นทางการเงินหมุนเวียนในบัญชีหลัก หลายร้อยล้านบาท กับ วัยรุ่นสร้างตัวทำซื้อขายเหรียญคริปโต ในความผิดฐาน ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี , ร่วมกันเป็นอั้งยี่ และร่วมกันเป็นซ่องโจร
,ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน โดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น โดยทุจริตและโดยหลอกลวง,ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม หรือข้อมูลอันเป็นเท็จ ในลักษณะที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน,สมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน
มูลคดีนี้เกิดขึ้นจากการที่กลุ่มคนร้ายขบวนการคอลเซ็นเตอร์ ได้สร้างโปรไฟล์ปลอมในชื่อ “แฮรี่ ชาร์ด”
อ้างตัวเป็นนักธุรกิจชาวเวียดนาม ติดต่อผ่านโซเชียลมีเดียทั้ง Facebook และ WhatsApp เข้าหา นางบุญครองโดยกลุ่มคนร้ายใช้กลอุบายสร้างความสนิทสนมเชิงชู้สาว ก่อนจะหลอกว่าสั่งส่งพัสดุมาให้จากต่างประเทศ แต่พัสดุติดค้างอยู่ที่สนามบินเนื่องจากน้ำหนักเกิน จากนั้นหลอกลวงให้โอนเงินค่าธรรมเนียมและค่าดำเนินการต่างๆ หลายสิบครั้ง รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 700,000 บาท
จากการสืบสวนเชิงลึก พบว่าเงินที่ถูกหลอกลวงได้ถูกโอนกระจายเข้าสู่กลุ่มจำเลยผ่านเส้นทางการเงินและการแปรสภาพสินทรัพย์ โดยจำเลยแต่ละคนมีบทบาทหน้าที่แตกต่างกัน
โดยในชั้นพิจารณา โจทก์ร่วมโดย นางบุญครอง พร้อมด้วย น.ส.สุภาภรณ์ (อัยการดาว) และ นายภัทรพงศ์ ไชยปุรณะ บุตรชาย ในฐานะทนายความ ได้เข้ามาร่วมดำเนินคดีอย่างใกล้ชิด
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานคู่ความเห็นว่า จำเลยที่ 1 (น.ส.อัญชลี), จำเลยที่ 2 (น.ส.เวียงสวรรค์) และ จำเลยที่ 5 (นายธนกร) พยานหลักฐานและเส้นทางการเงินของโจทก์มัดแน่นว่า โดยจำเลยที่ 1,2 เเละ5 มีการเปิดบัญชีธนาคารจำนวนมากเพื่อรับโอนเงินอันผิดปกติวิสัย เเละมีบัญชีที่ใช้ในการกระทำผิดนี้ จำเลยกลุ่มนี้เป็นปลายทางรับโอนเงินที่ได้มาจากการฉ้อโกงโจทก์ร่วม โดยเฉพาะจำเลยที่ 2 มีพฤติการณ์ชัดเจนในการนำเงินดังกล่าวไปซื้อขายเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี (USDT) บนแพลตฟอร์ม Binance เพื่อแปรสภาพและซุกซ่อนแหล่งที่มาแท้จริงของเงิน ศาลจึงสั่งลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1,2 เเละ5
ในส่วนข้อหาฉ้อโกงประชาชน, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ, อั้งยี่ ซ่องโจร และองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ศาลยกฟ้องโดยให้เหตุว่า พยานหลักฐานโจทก์สืบไปได้ถึงเพียง "เส้นทางการเงินและการแปรสภาพเงิน" แต่ ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่า จำเลยที่ 1, 2 หรือ 5 เป็นผู้สร้างโปรไฟล์ปลอม (Harry Chad) หรือเป็นผู้พิมพ์ข้อความนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อหลอกลวงโจทก์ร่วมโดยตรง โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นถึงการรวมตัว วางโครงสร้างองค์กร หรือมีสายการบังคับบัญชาเป็นขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติอย่างชัดเจน เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ในข้อหาเหล่านี้ยังมีความสงสัยตามสมควร ศาลจึงอาศัย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง พิพากษายกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย
สำหรับจำเลยที่ 3 (บริษัท เอ็น.เอ็ม.ที. 1999 จำกัด - โรงงานปุ๋ย), จำเลยที่ 4 (นายสุพงษ์ - ผู้บริหารโรงงานปุ๋ย) และนายธนพนธ์ จำเลยที่ 6 ศาลเห็นว่าแม้จะมีเส้นทางการเงินโอนผ่านเข้าบัญชี แต่พยานนำสืบของโจทก์ สืบไม่ได้ว่าจำเลยกลุ่มนี้มีส่วนรู้เห็น หรือมีเจตนาร่วมทุจริตกับกลุ่มคนร้ายคอลเซ็นเตอร์มาตั้งแต่ต้น
จึงยังฟังไม่ได้ว่าตั้งใจมีเจตนาฟอกเงิน
ในส่วนของจำเลยที่ 3 และ 4 ซึ่งเป็นธุรกิจโรงงานปุ๋ยที่มีเงินหมุนเวียนหลักร้อยล้าน พยานหลักฐานยังไม่พอฟังว่าการรับโอนเงินดังกล่าวเป็นการตั้งใจร่วมมือฟอกเงินกับกลุ่มคนร้าย เมื่อพยานหลักฐานโจทก์ยังไม่สามารถพิสูจน์เจตนาทุจริตได้อย่างสิ้นสงสัย ศาลจึงพิพากษา ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 227 วรรคสอง และสั่งยกฟ้องจำเลยกลุ่มนี้ทั้งหมด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในส่วนจำเลย ที่ศาลจังหวัดธัญบุรี ยกฟ้องทุกข้อหา เป็นจำเลยที่ 3 ที่ 4 บริษัทปุ๋ย ที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งผู้เสียหาย ได้รับชดใช้ค่าเสียหายแล้วบางส่วนรวม 400,000 บาท กับ จำเลยที่ 6 ที่รับเงินโอนจากผู้เสียหาย และมีการเบิกถอน ATM ในห้วงเกิดเหตุที่กัมพูชา
โดยภายหลังมีคำพิพากษา นายภัทรพงศ์ ไชยปุรณะ ทนายความและหลานชายนางบุญครอง กล่าวว่า ในส่วนคดีนี้ผมเคารพคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่คงไม่ได้ยุติที่ศาลชั้นต้นแน่นอน ในส่วนของโจทก์ร่วมสามารถอุทธรณ์ได้เพียงความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนฯ
แต่ในความผิดฐานองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ อั้งยี่ซ่องโจรฟอกเงินและสมคบฟอกเงิน เป็นอำนาจของอัยการสูงสุด เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีนอกราชอาณาจักร เป็นอำนาจของอัยการสูงสุด
ถึงแม้ศาลชั้นต้นจะมองว่าไม่ใช่คดีนอกราชอาณาจักร ทั้งที่มีการสืบได้ว่า มีการเปิดบัญชี ทั้งที่สหรัฐราชอาณาจักรสหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรียและ ผู้สั่งการ มีการพูดคุยกับ น.ส.อัญชลี อยู่ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน แต่ต้องชัดเจนถึงขนาดเห็นบุคคลผู้ลงมือกี่คน และขณะกระทำผิดอยู่รัฐใด มีพิกัดอยู่ที่ใด ถึงจะหายสงสัย จนทำให้ศาลชั้นต้นลงโทษได้
ก็ถือเป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้น ซึ่งตนก็อยากให้คดีนี้ได้ขึ้นถึงชั้นศาลฎีกา เพราะจากการศึกษาแนวคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีนี้ ในหลายข้อหาก็ยังแตกต่างจากแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ผ่านมา แล้วเชื่อว่าทางจำเลยที่ถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุก ก็คงอุทธรณ์เช่นกัน เชื่อว่าคดียังไม่ถึงที่สุด ตนยังเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม แล้วก็มีความหวังว่าอัยการสูงสุด จะได้นำคดีนี้เสนอต่อศาลอุทธรณ์ต่อไป
ในส่วนของตนได้รับมอบหมายให้อุทธรณ์คดีในความผิดฐานฉ้อโกงฯ เพราะกลายเป็นว่า ทาง น.ส.อัญชลีและนายธนพล ที่รับเงินโดยตรงจากคุณยายตน ไม่มีความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงเลยฯ ทำให้คุณยายตนไม่สามารถได้รับชดใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนจากจำเลยได้ตามกฎหมาย
ตนมองว่าถ้าเป็นเคสอื่นนอกจากผู้เสียหายจะสูญเสียเงินแล้ว ยังต้องค่าใช้จ่ายในชั้นศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และฎีกาอีก ในคดีประเภทนี้จึงเป็นคดีที่น่าสงสารมาก
สุดท้ายนี้ก็ขอให้กำลังใจ ผู้เสียหายท่าน อื่นๆ เพราะเข้าใจดีว่า ความสูญเสียทางทรัพย์สินนั้น เลวร้ายและน่าสงสารเพียงใด