บุกรวบ 4 สาวเวียดนาม โยงไอซ์ซุกมะขามเปียก – แก๊งคอลฯ - ติดสินบน
06 ส.ค. 2569 | prisana_tha

บุกรวบ 4 สาวเวียดนาม โยงไอซ์ซุกมะขามเปียก – แก๊งคอลฯ - ติดสินบนเจ้าหน้าที่ พร้อมยึดทองคำ 40 บาท-สมาร์ทโฟน เตรียมส่งกลับเวียดนาม
ข่าว
06 ส.ค. 2569 | prisana_tha

บุกรวบ 4 สาวเวียดนาม โยงไอซ์ซุกมะขามเปียก – แก๊งคอลฯ - ติดสินบนเจ้าหน้าที่ พร้อมยึดทองคำ 40 บาท-สมาร์ทโฟน เตรียมส่งกลับเวียดนาม
KEY
POINTS
6 สิงหาคม 2569 ตำรวจนครบาลแกะรอยเส้นทางเงินจากคดียาเสพติด สู่เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ บุกจับกุมสาวเวียดนาม 4 ราย ยึดทองคำแท่ง ทองรูปพรรณ ไอโฟนรุ่นใหม่ และทรัพย์สินจำนวนมาก พบขบวนการรับหน้าที่แปรสภาพเงินสดจากการหลอกลวงเป็นทองคำ ก่อนส่งต่อออกนอกประเทศ ขณะสอบสวนมีหญิงชาวเวียดนามหอบเงินสด 150,000 บาท พยายามติดสินบนตำรวจถึงโรงพัก รองจ๋อสั่งซ้อนแผนจับเพิ่มอีกคดี
โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. สั่งการ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น./รับผิดชอบงานยาเสพติด พล.ต.ต.ชัยยะ เพ็ชรปัญญา ผบก.น.7 พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง รอง ผบก.สส.บช.น. พ.ต.อ.อัษฎาวุธ ขวัญเมือง ผกก.สส.บก.น.7 พร้อมตำรวจชุดปฏิบัติการจากศูนย์ปราบปรามยาเสพติดสืบ 7 และ สน.โคกคราม สนธิกำลังแกะรอยเส้นทางการเงินจากคดียาเสพติด (ยาไอซ์ซุกกล่องพัสดุส่งไปญี่ปุ่น) และคดีหลอกลวงออนไลน์ รูปแบบสแกมเมอร์หลอกนักศึกษาจับตัวเองเรียกค่าไถ่ ต่อมาพบการแปลงสภาพเงินสดเป็นทองคำแท่งและโทรศัพท์มือถือ
จากการสืบสวนเชิงลึกพบว่า ขบวนการดังกล่าวมีพฤติกรรมแบ่งหน้าที่กันทำอย่างเป็นระบบ ปกปิดวิธีดำเนินการ และเข้าพักอาศัยร่วมกันที่ โรงแรม ย่านนวมินทร์ แขวงรามอินทรา เขตบึงกุ่ม กทม. เจ้าหน้าที่จึงนำกำลังเข้าบุกจับกุมผู้ต้องหาชาวเวียดนามได้ 3 ราย ประกอบด้วย
นางสาวเฮียน HIEN อายุ 29 ปี, นางสาวงัน LAM อายุ 40 ปี และ นายเหงียน NGUYEN อายุ 33 ปี พร้อมใบแสดงการซื้อขายทองคำน้ำหนัก 40 บาท สำหรับนำไปรับทองคำที่ร้านทอง และสมาร์ทโฟนหลายเครื่อง ก่อนนำส่ง พนักงานสอบสวน สน.โคกคราม ดำเนินคดีฐาน ร่วมกันเป็นอั้งยี่ และขยายผลดำเนินคดีฐาน ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน (แก๊งคอลเซ็นเตอร์) ท้องที่ สน.ลุมพินี จากนั้นขยายผลดำเนินคดี นางสาวเฮียน HIEN อายุ 29 ปี ผู้ต้องหาที่ 1 ฐานร่วมกันเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ (ไอซ์ซ่อนในมะขามเปียกส่งญี่ปุ่น) ท้องที่ สน.บางยี่ขัน
จากการสอบสวน นางสาวเฮียน รับว่า ทำหน้าที่รับจ้างเดินทางไปซื้อทองคำและรับโทรศัพท์มือถือ ตามคำสั่งของหญิงชาวเวียดนาม ชื่อ ฮวา HOA ผ่านแอปพลิเคชัน Telegram โดยได้รับค่าจ้างวันละ 15 ดอลลาร์สหรัฐ
นางสาวเฮียน รับด้วยว่า เคยเดินทางเข้ามาปฏิบัติภารกิจในประเทศไทยแล้ว 2 ครั้ง และครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 โดยในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ได้รับคำสั่งให้ซื้อทองคำแท่งรวม 17 บาท ทุกครั้งที่เดินทางไปยังร้านทอง จะใช้หลักฐานการโอนเงินที่ผู้ว่าจ้างชำระไว้ล่วงหน้าเป็นหลักฐานรับมอบทองคำ ก่อนนำไปส่งต่อให้บุคคลที่นัดหมายไว้ในพื้นที่กรุงเทพฯ
คดีนี้ เริ่มจากผู้เสียหายถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรศัพท์แอบอ้างเป็นพนักงานบริษัทโทรศัพท์และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองระนอง อ้างว่าข้อมูลบัตรประชาชนถูกนำไปใช้เปิดบัญชีเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน พร้อมส่งเอกสารคำสั่งศาลปลอม และข่มขู่ให้โอนเงินเพื่อ “พิสูจน์ความบริสุทธิ์”
ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงิน จำนวน 200,000 บาท เข้าบัญชีม้าของขบวนการ ก่อนเริ่มผิดสังเกตและเข้าแจ้งความที่ สน.ลุมพินี ทำให้ตำรวจสามารถสืบสวนขยายผลจนพบเครือข่ายดังกล่าว
ภายหลังควบคุมตัวผู้ต้องหามาสอบสวนที่ สน.โคกคราม มีผู้แจ้งข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ว่า มีความพยายามเสนอเงินเพื่อแลกกับการปล่อยตัวผู้ต้องหา ตำรวจจึงรายงานผู้บังคับบัญชาและวางแผนจับกุม
กระทั่งนางสาว เล ทิ LE THI อายุ 39 ปี สัญชาติเวียดนาม ขับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า C-HR เข้ามายัง สน.โคกคราม ก่อนเดินเข้าไปภายในห้องไกล่เกลี่ย และมอบเงินสดจำนวน 150,000 บาท ให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อขอให้ช่วยเหลือคดี โดยทันทีที่มีการส่งมอบเงิน เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าจับกุม พร้อมแจ้งข้อหา ให้สินบนเจ้าพนักงาน และยึดธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 150 ฉบับ รวม 150,000 บาท เป็นของกลาง
พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และรองโฆษก ตร. เปิดเผยว่า คดีนี้เป็นผลจากการขยายผลคดียาเสพติด จนพบเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งมีหน้าที่แปรสภาพเงินสดที่ได้จากการหลอกลวงให้เป็นทองคำและโทรศัพท์มือถือ ก่อนลำเลียงส่งต่อไปยังผู้รับผลประโยชน์ในประเทศเวียดนาม
“ขบวนการนี้ไม่ได้ทำหน้าที่หลอกลวงเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการแบ่งหน้าที่เปลี่ยนเงินสดให้เป็นทรัพย์สินที่ติดตามได้ยาก เพื่อตัดเส้นทางการเงินก่อนส่งออกนอกประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงการวางแผนและการทำงานอย่างเป็นระบบขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” พล.ต.ต.ธีรเดช กล่าว
รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ยังฝากเตือนประชาชนว่า หากมีบุคคลแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรือหน่วยงานต่างๆ โทรศัพท์มาข่มขู่ หรืออ้างให้โอนเงินเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ขอให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และยุติการติดต่อทันที พร้อมแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือสายด่วนที่เกี่ยวข้อง
ขณะนี้พนักงานสอบสวน สน.โคกคราม ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 รายดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน ขยายผลติดตามผู้สั่งการ ผู้ประสานงาน และผู้ร่วมขบวนการทั้งในและต่างประเทศ เพื่อดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด