เสือที่ทำร้ายมนุษย์ถึงขนาดล่ามนุษย์ไปกินเนี่ย เป็นพฤติกรรมที่ผิดปกติ
และพฤติกรรมนี้ จะทำให้เสือ โดยเฉพาะเสือตัวที่ล่าเจ้าหน้าที่ไปกิน เป็นเสือที่อันตราย
อันตรายหมายถึง ตัวเจ้าหน้าที่ ที่ลาดตระเวน และอยู่ประจำหน่วย และผู้ที่อยู่อาศัยอยู่ในเขตป่ารวมถึงนักท่องเที่ยวนักวิจัย อีกหลายหลายคนที่เข้าไปในเขตชั้นใน ดังนั้น การพิสูจน์ พิสูจน์เสือตัวที่ เข้ามาล่าเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า มีความจำเป็น ต้องให้รู้ตัวว่าเป็นเสือตัวใด
เพราะก่อนหน้านี้ ในพื้นป่า ตะวันตกก็มีข่าว เสือโคร่งล่าพระสงฆ์ที่เข้าไปเดินอยู่ในเขตป่าลึก เพราะพฤติกรรมของเสือโคร่ง จะไม่ล่ะมนุษย์ และอยู่ภายใต้ห่วงโซ่อาหาร ของมนุษย์อีกด้วย ดังนั้นพฤติกรรมของเสือโคร่งตัวดังกล่าว จึงเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ต่อมนุษย์
จากการสั่งการของอธิบดีนั้นเป็นมาตรการและการตรวจสอบ ปกป้องคุ้มครอง ทั้งมนุษย์ และเสือโคร่ง มาตรการการตรวจสอบคุ้มครองปกป้องทั้งมนุษย์และเสือโคร่ง ดังกล่าวนี้
ขออธิบายเพิ่มเติมว่า กรณีนี้ เสือโคร่งตัวดังกล่าวได้ล่ามนุษย์ และยังมีการกระแทกซาก กินเป็นอาหาร ดังนั้นกรณีนี้ ถ้าเป็นตัวเดียว ในพื้นที่เกิดเหตุ ควรต้องรีบเร่ง ตรวจสอบเฝ้าระวัง และนำตัวเสือโคร่งในพื้นที่ใกล้เคียงมาตรวจสอบดีเอ็นเอโดยเร็ว
ตามที่อ้างนี้ ถ้าปล่อยไว้ เสือโคร่งตัวดังกล่าว ยังไล่ล่ามนุษย์เป็นเหยื่อ ในครั้งต่อไป แล้วฝูงของเสือโคร่งได้เข้ามาร่วมในการล่าด้วย จะเป็นพฤติกรรมการล่าเป็นฝูง และจะมีพฤติกรรมการล่ามนุษย์ของเสือโคร่งขยายวงกว้าง ไปกับเสือโคร่งตัวอื่น
ดังนั้นมาตรการนี้ ผมเห็นด้วยกับอธิบดีกรมอุทยานต้องเร่งสำรวจ และจับเสือโคร่งมาตรวจ ดีเอ็นเอ โดยด่วน
ภาพและข้อมูลจากเฟซบุ๊ก “ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิต