AI คือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของการแข่งขัน เปลี่ยนทุกกระบวนการธุรกิจ
เมื่อมองในภาคธุรกิจ นายศุภชัยชี้ว่า “การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังเกิดขึ้นจาก AI, Data, Data Infrastructure และ Cloud Technology ซึ่งกำลังกลายเป็นพื้นฐานสำคัญของการเปลี่ยนแปลงองค์กร โดยAI จะเข้ามาเปลี่ยนกระบวนการทางธุรกิจในทุกอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นเกษตร การผลิต ธุรกิจท้องถิ่น สายการผลิต โลจิสติกส์ และการกระจายสินค้า โดยเฉพาะการใช้ AI ในภาคธุรกิจแบบ B2B เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดการใช้ทรัพยากร ลดเวลา และยกระดับการดำเนินงาน อย่างไรก็ตามการใช้ข้อมูลเพื่อวิเคราะห์การจราจร การขนส่ง และโลจิสติกส์ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการประยุกต์ใช้ AI และ Data ที่สามารถสร้างประโยชน์ได้อย่างมหาศาล แต่สิ่งสำคัญคือต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมรองรับ”
สร้าง Ecosystem 5 ระดับ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานสู่ AI Application
ในระดับประเทศ นายศุภชัยเสนอภาพของระบบนิเวศเทคโนโลยีที่ต้องเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ประกอบด้วย 5 ระดับ ได้แก่ 1. โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการเชื่อมต่อ 2. Data Center และโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล 3. AI Models และเทคโนโลยี AI 4. การพัฒนาและต่อยอดเทคโนโลยี 5. Application สำหรับผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรม โดยหากประเทศไทยสามารถวางโครงสร้างที่ถูกต้อง และดึงผู้เล่นที่เหมาะสมจากภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย นักวิจัย และบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเข้ามาร่วมมือกัน จะสามารถสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง และสร้างห่วงโซ่คุณค่าใหม่ให้กับประเทศ โดยเฉพาะ Advanced Manufacturing และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญของการเติบโตในอนาคต และช่วยให้ประเทศไทยก้าวจากการเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีไปสู่การเป็นผู้สร้างและเพิ่มมูลค่าด้วยเทคโนโลยี
“คน” คือหัวใจของการเปลี่ยนผ่าน ปั้น Talent 2 ล้านคนให้เปลี่ยนไทยและโลก
นายศุภชัย มองว่า “โครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะหัวใจสำคัญอีกด้านคือ “คน” หรือ Talent ประเทศไทยมีนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยประมาณ 2 ล้านคน ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการสร้างบุคลากรด้านเทคโนโลยีในอนาคต ประเทศไทยควรสร้างแรงจูงใจให้นักศึกษาในทุกสาขา ตั้งแต่ศิลปะ อาหาร วิทยาศาสตร์ ไปจนถึงเทคโนโลยี เรียนรู้การนำ AI และ Automation ไปใช้พัฒนาอุตสาหกรรมและสร้างสิ่งใหม่ ๆ หากสามารถสร้างโครงการและกลไกสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ได้ทดลองและสร้างนวัตกรรม ก็จะเป็นการ “Jump Start” คนรุ่นใหม่จำนวนมหาศาล”
ลงทุนสร้าง Innovation Ecosystem ดึงนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก
อีกหนึ่งแนวทางคือการสร้าง Innovation Center ที่ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำ และศูนย์ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสำคัญ เช่น AI, Space Technology, Robotics, Advanced Science และ Biotechnology โดยนายศุภชัย เสนอว่า ในระยะเวลา 5 ปี ควรมีเม็ดเงินการลงทุนแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและห้องปฏิบัติการ การลงทุนเพื่อดึงดูด Talent และนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำจากทั่วโลก และการลงทุนในโครงการวิจัย การลงทุนดังกล่าวจะช่วยยกระดับขีดความสามารถของมหาวิทยาลัยและสถาบันด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทย สร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำจากต่างประเทศ และวางรากฐานให้ประเทศไทยสามารถสร้างทั้ง “นวัตกรรม” และ “Talent” ได้อย่างต่อเนื่อง
เปลี่ยนเงินทุนเป็น “Sustainable Capital” ผลตอบแทนสูงสุดคือการลงทุนในคน
นายศุภชัยยังเน้นย้ำถึงบทบาทของเงินทุน โดยมองว่า “การลงทุนของประเทศไม่ควรพิจารณาเฉพาะผลตอบแทนทางเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ต้องเป็น Sustainable Capital ที่คำนึงถึงทั้งสภาพภูมิอากาศ ผู้คน และความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน การลงทุนที่ดีที่สุดจึงต้องสร้างผลตอบแทนกลับคืนสู่ผู้คนและระบบเศรษฐกิจในระยะยาว โดยเฉพาะการลงทุนด้านการศึกษา การพัฒนาทักษะ และการสร้างโอกาสให้คนในทุกระดับ ขณะที่ภาคเอกชนสามารถใช้กลไกตลาดเป็นตัวขับเคลื่อนการลงทุน ส่วนภาครัฐควรมุ่งสนับสนุนระบบนิเวศ และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อให้เงินลงทุนทุกบาทสามารถสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนกลับคืนสู่ประเทศ”
AI กับภาครัฐ เพิ่มประสิทธิภาพ–ความโปร่งใส หลุดจากกับดักการเติบโต
อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือการทำให้ประเทศไทยสามารถหลุดออกจากกับดักการเติบโตเดิม ๆ โดยนายศุภชัยมองว่า “AI สามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพของภาครัฐ หากสามารถนำ AI มาช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้กับบุคลากรภาครัฐหลายล้านคน จะช่วยให้ระบบราชการมีประสิทธิภาพและมีความโปร่งใสมากขึ้น โดยเฉพาะการทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึง “ข้อมูลที่มีความหมาย” และนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ไทยต้องเชื่อม Hardware–Application สร้างบทบาทใหม่ในภูมิภาค
นายศุภชัยสรุปว่า ประเทศไทยต้องทำให้ Hardware และ Application เดินไปด้วยกัน ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี ไปจนถึงการประยุกต์ใช้จริง หากทุกองค์ประกอบสามารถเชื่อมโยงกัน ตั้งแต่พลังงาน Data Center, AI Model, Talent, งานวิจัย, Advanced Manufacturing ไปจนถึง Application สำหรับผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรม ประเทศไทยจะสามารถสร้างห่วงโซ่คุณค่าใหม่ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และยกระดับบทบาทของประเทศในภูมิภาค ด้วยทำเลที่ตั้งของประเทศไทย ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับจีน อินเดีย อาเซียน และเอเชียใต้ ไทยจึงมีโอกาสพัฒนาเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ การค้า การเงิน เทคโนโลยี และนวัตกรรมของภูมิภาค หากสามารถวางโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม ควบคู่กับการพัฒนาคน เทคโนโลยี และการลงทุนที่ยั่งยืน
สำหรับงาน The Bangkok Business Summit 2026 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Reinvent Thailand, Resilient ASEAN” โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารโลก (World Bank) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อเป็นเวทีแสดงวิสัยทัศน์ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และปูทางสู่การประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในกรุงเทพฯ ในเดือนตุลาคม 2569 รวมถึงการเตรียมความพร้อมสู่บทบาทประธานอาเซียนของไทยในปี 2571
เวทีเสวนาดังกล่าว ยังมีผู้นำภาคธุรกิจร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ได้แก่ นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารกสิกรไทย, มร. อาลก โลเฮีย รองประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) และ มร. ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บี.กริม เพาเวอร์ ดำเนินรายการโดย นายเกษมสิทธิ์ ปฐมศักดิ์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย